|
ทำอย่างไรถึงจะแก้โจทย์วิชาคำนวณได้ดี วิชาคำนวณเป็นวิชาที่หลายคนประสบปัญหา ทำให้บางคนถึงกับไม่ชอบ เลยไปถึงเกลียดวิชานี้ก็มี... จากประสบการณ์สอนวิชาคำนวณมานานพอจะแบ่งขั้นตอนในการแก้โจทย์วิชาคำนวณออกได้เป็น ๔ ขั้นตอนดังนี้ ๑. ขั้นทำความเข้าใจโจทย์ ๒. ขั้นดึงเอาความรู้ ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องออกมา ๓. ขั้นคิดค้นหาวิธีแก้โจทย์เป็นลำดับก่อนหลังจนได้คำตอบ และ ๔. ขั้นลงมือทำตามลำดับขั้นที่ ๓ จนได้คำตอบ พวกเราส่วนใหญ่จะทำขั้นที่ ๑ และ ๒ ควบคู่กันไป หากใครที่ชำนาญแล้ว จะทำขั้นที่ ๑ ถึง ๓ ควบคู่กันไป เรียกว่าอ่านโจทย์ไป นึกภาพ นึกถึงสูตร(ความรู้) คิดตาม พออ่านโจทย์เสร็จ ก็ลงมือทำในขั้นที่ ๔ ได้เลย นั่นคือเราชำนาญแล้ว ผู้ที่รู้จริงหรือรู้แจ้งแทงตลอด มักจะทำได้อย่างที่บอกมา สำหรับผู้ที่ยังมีปัญหา วิธีการฝึกฝนตนเองให้ดีขึ้นนั้น ก็ต้องหันกลับมาวิเคราะห์ตนเองว่าข้อที่เรามีปัญหานั้น เรามีปัญหาในขั้นตอนไหน? ชำแหละตนเองออกมาให้ได้ว่ามีปัญหาในขั้นไหนบ้าง? บางข้อเราอาจจะมีปัญหาตรงขั้นที่ ๑ เลยทีเดียว อ่านโจทย์ไม่เข้าใจ อ่านโจทย์แล้วตีความไม่ออกก็มี ต้องเข้าใจและก็ยอมรับนะครับว่า การจะแก้โจทย์ได้นั้นจะต้องมีให้ครบทั้ง ๔ ข้อเสมอ ประเภทที่ว่าจับตัวเลขที่ให้มานั้นบวกลบคูณหาร มั่วๆแล้วออกมาเป็นคำตอบได้นั้น ไม่ใช่เป็นวิธีการที่ถูกต้อง อาจจะได้คำตอบตรงเป็นบางข้อเท่านั้นนะครับ อย่าได้หลงดีใจเป็นอันขาด หากเผลอไปติดใจแล้วจะมัวมุ่งแต่จะใช้วิชามารไปเสียหมด วิธีอ่านโจทย์หรือตีความโจทย์ให้เข้าใจนั้น ให้เริ่มฝึกด้วยการอ่านเป็นช่วงๆ อ่านเป็นวรรคตอน อ่านหนึ่งช่วงก็คิด นึก จินตนาการให้เป็นมโนภาพ หรืออาจจะฝึกเขียนเป็นรูป หรือสัญลักษณ์ที่พอจะใช้แทนข้อความในโจทย์ อ่านไป จินตนาการตามไปให้เกิดรูปร่างที่ชัดเจน หากว่าสามารถเขียนเป็นรูปภาพได้ก็จะเป็นเสมือนการยืนยันว่าอ่านแล้วเข้าใจโจทย์ เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าการมีความเข้าโจทย์นั้นสำคัญมากขนาดไหน? สิ่งที่จะเสริมความเข้าใจโจทย์ประการหนึ่งคือการมีความรู้หรือประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาก่อน อ่านโจทย์ไป คิดไป สามารถเข้าใจได้ว่า แต่ละส่วนนั้นหมายถึงอะไร หากมีความเข้าใจแจ่มแจ้งว่าสิ่งที่โจทย์ให้มานั้นมีอะไรบ้าง ต้อเข้าใจและจำไว้เลยว่าการจะแก้โจทย์ได้นั้น จำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่โจทย์ให้มาแล้วนำมาแก้โจทย์นะครับ แต่บางโจทย์จะให้ข้อมูลมาเกินความจำเป็น แต่ที่ให้มานั้น ก็คือเป็นข้อมูลหลอก หากไม่รู้จริงก็จะจับตัวเลขที่ให้หลอกนั้นมาใช้ แล้วจะได้คำตอบที่ผิดแน่นอน เป็นการสอบคัดเลือกผู้ที่รู้จริงนะครับ เป็นการคัดออกผู้ที่ชอบมั่วนั่นเอง บางคนมีสมาธิสั้น ก็มักจะประสบปัญหาอ่านโจทย์ที่ยาวๆ ไม่ได้ อ่านโจทย์ที่สลับซับซ้อนไม่เข้าใจ ก็ต้องไปแก้ไขเรื่องสมาธิของตัวเราเอง แก้ให้ถูกจุดนะครับ ก็ต้องฝึกฝนนะครับ ขั้นการดึงเอาความรู้ประสบการณ์ออกมานั้น เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการเข้าใจโจทย์ เมื่ออ่านโจทย์เราก็จะนึกถึงเรื่องนั้น ดึงเอาความรู้ที่เราจำได้ออกมา ถ้าเราไม่มีความรู้เลยเกี่ยวกับเรื่องนั้น เราก็จะไม่เข้าใจโจทย์ได้เลย ไม่รู้เลยแม้แต่ว่าเป็นเรื่องอะไร การเรียนเราถึงจำเป็นต้องเรียนให้เข้าใจก่อนถึงจะจำ เมื่อเราอ่านโจทย์เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เราก็จะนึกถึงมันและดึงเอาสูตรที่เกี่ยวข้องออกมาได้จากความจำ บางคนอ่านโจทย์แล้วพอจะรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร แต่จำสูตรไม่ได้แล้ว? ก็จะแก้โจทย์ไม่ได้เช่นกัน ก็ต้องไปแก้ปัญหาให้ถูกจุด ต้องกลับไปอ่านทบทวนความรู้ความเข้าใจกันใหม่ ท่องจำสูตรเหล่านั้นให้ได้นะครับ ขั้นคิดค้นหาวิธีแก้โจทย์เป็นลำดับก่อนหลังจนได้คำตอบ เป็นขั้นที่เกิดจากการเอาความเข้าใจโจทย์ที่มากเพี่ยงพอ บวกกับความรู้ประสบการณ์และสามารถจำสูตรที่จำเป็นต้องใช้ได้ แล้วนำมาคิดหาแนวทางแก้โจทย์นั้นเป็นขั้นเป็นตอนจนได้คำตอบ ขั้นตอนนี้สำคัญทีเดียว ทั้งสามขั้นตอนนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมาก จนแทบจะแยกกันไม่ออก จะกลับไปกลับมา พอคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เราก็จะกลับไปอ่านโจทย์เพิ่มเติมและพยายามดึงเอาความรู้ประสบการณ์ออกมา คิดหาวิธีการแก้โจทย์อีกที... สองขั้นตอนแรกนั้นจะช่วยให้ขั้นที่สามนี้ได้เป็นอย่างมากทีเดียว หากเราอ่านโจทย์แล้วเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถดึงเอาความรู้ จำสูตรได้ เราก็จะสามารถหาแนวทางแก้โจทย์นั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ในห้วงเวลาที่ใกล้สอบมากๆ อาจารย์จะฝึกให้ทำเฉพาะสามขั้นนี้ เพื่อซักซ้อมความเข้าใจ ดึงเอาความรู้ ฝึกคิดหาวิธิแก้โจทย์ หากรู้วิธีแก็โจทย์แล้ว เราอาจจะไม่ลงมือทำก็ได้นะครับ เพื่อประหยัดเวลาอันมีค่า จะลงมือทำก็ต่อเมื่อไม่มั่นใจว่าจะคิดถูกเท่านั้น แต่ทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝนนะครับ ขั้นลงมือทำตามลำดับขั้นที่ ๓ จนได้คำตอบ ก็เป็นการทำตามแนวความคิดแก้โจทย์ตามข้อ ๓ นั่นเอง ในขั้นนี้ก็ต้องฝึกฝนให้ทำได้อย่างถูกต้องแน่นอน เมื่อลงมือได้ทำแล้วต้องไม่ผิด และลงมือทำด้วยความรวดเร็ว ไม่ชักช้ายืดยาดนะครับ แต่ต้องถูก เราเน้นความถูกต้องมากกว่าความรวดเร็วนะครับ ก็มีเทคนิคการคำนวณที่เราจะต้องพัฒนากัน สิ่งสำคัญคือต้องระมัดระวังอย่าให้ผิดในขั้นตอนนี้เด็ดขาด ต้องเน้นๆ นะครับ น่าเสียดายจะตายถ้ามาผิดในขั้นตอนนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการสะเพร่า ลืมเครื่องหมาย บวกลบคูณหารเลขผิด ฯลฯ ก็ต้องฝึกฝนแทบทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ พวกเราทำกันมานานแล้ว เพียงแต่ว่าไม่ได้แยกฝึกกันมาก่อน ลองดูว่าหากเจอข้อไหนที่เราทำไม่ได้ ลองชำแหละตัวเองดูว่าเรามีปัญหาในข้อนี้ที่ขั้นไหน แล้วเราก็ไปแก้ไขตัวเราเองตรงนั้นนะครับ แล้วเราก็จะดีขึ้นๆ ตามลำดับแน่นอน ขอให้ลงมือปฏิบัติตั้งแต่บัดนี้ ความสำเร็จก็จะไม่หนีไปไหน อาจารย์ขอให้กำลังใจนะครับ ด้วยความปรารถนาดี อาจารย์สมเกียรติ |