|
ความเครียดกับการเตรียมตัวสอบ |
|
|
|
|
เขียนโดย อ.สมเกียรติ
|
|
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 03:23 น. |
ความเครียด กับการเตรียมตัวสอบ เมื่อเวลาที่คืบคลาน ใกล้เข้ามาของการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนที่เราชอบ มุ่งหวังอย่างเต็มเปี่ยม อาจทำให้หลายคนเครียด วิตกกังวลว่าจะสอบไม่ได้ บางคนกังวลมาก เคร่งเครียดมากจนนอนไม่หลับ บางคนกินไม่ได้ อยู่ในวังวนของความวิตกกังวล จนผ่ายผอม ซูบซีด สมองก็ไม่แจ่มใส คิดอะไรมันก็ตื้อๆ คิดไม่ออก หากต้องการรายละเอียดเรื่องโรคเครียดลองคลิ้กไปดูได้นะครับ ทีนี้ รู้แล้วว่าเรามีความเครียด แล้วเราจะจัดการ หรือควบคุมความเครียดนี้ได้อย่างไร? วิธีการที่จะแนะนำต่อไปนี้มาจากประสบการณ์ของอาจารย์เองนะ ลองฟังดูแล้วไปปรับใช้ ไม่เสียหาย อาจารย์จะมุ่งแก้ที่เหตุ มุ่งแก้ที่จิตใจ เริ่มจาก การทำใจให้ยอมรับตัวเองก่อนว่ากำลังเครียดอยู่ เมื่อยอมรับแล้วว่าตนเองเครียดอยู่ จากนั้นก็ทำใจให้เป็นกลาง ไม่เข้าข้างตนเอง แล้วหาสาเหตุที่มาของความเครียดนั้น ส่วนมากในอายุเท่าๆ เรานี้มักมีสาเหตุมาจากความกลัวว่าจะสอบไม่ได้ บางคนกลัวว่าสอบตก เราต้องเข้าใจนะครับว่า ความกลัวว่าจะสอบตก กลัวว่าจะสอบไม่ได้นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ปนกัน อยู่ที่ตัวเราจะพลิกแพลงนำเอาความกลัวที่ว่ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เมื่อตอนเป็นเด็กจะใช้ความกลัวนี้เป็นตัวผลักดันตัวเองให้มีความมานะพยายามตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เรียนจนสามารถกำหนดอนาคตที่ดีให้กับตัวเองได้ จะหล่อเลี้ยงความกลัวนี้ไว้เสมอ เอาไว้เตือนตัวเองเวลาขี้เกียจอ่านหนังสือ เพียงแต่ว่าอย่าให้มากเกินไปจนเป็นผลร้ายต่อสุขภาพกายสุขภาพใจของเรา เมื่อเราเครียดเพราะว่าเรากลัวว่าจะสอบไม่ได้ ขั้นต่อไปคือการหล่อเลี้ยงความกลัวนี้ไว้อย่าให้มากเกินไป อย่าให้น้อยเกินไปจนไม่ใส่ใจสนใจกับการเตรียมตัวสอบอีก การไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับอนาคตตัวเองอย่างนี้ก็ไม่ดีนะครับ การจะหล่อเลี้ยงความเครียดวิตกกังวล เรียกว่าอยู่กับมันได้อย่างดีนั้น จะทำอย่างไร? เมื่อเรามีใจที่ยอมรับมันแล้วว่าอย่างไงก็ต้องมีบ้าง ขั้นต่อไปก็ต้องหาเกราะป้องกันอย่าให้มันมีพิษสงกับเรา นั่นคือ ต้องมีใจที่เข้มแข็ง มีจิตที่แก่กล้า นั่นหมายความว่า เมื่อเราเห็นว่ามันจะมากเกินไปแล้วเราต้องตัดใจไม่คิดถึงมัน ตัดใจไม่กังวลมัน เมื่อนั้นเราก็ต้องมีจิตใจที่แกร่งพอที่จะทำได้ นั่นมาจากประสบการณ์ที่ใจเรามีมาก่อน เรียกว่าผ่านการฝึกฝนอบรมจิตใจเรามาก่อนนั่นเอง การฝึกจิตใจตรงนี้ หมายถึงการฝึกสมาธินั่นเอง หากมองให้ดี การฝึกสมาธินั้น เป็นการฝึกจิตใจของเราให้หยุดนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ นั่นเอง จะฝึกด้วยวิธีไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็นการหยุดความฟุ้งซ่าน คิดโน่นคิดนี่ รวมไปถึงการวิตกกังวลที่ว่านี้ด้วยแหละ วิธีที่อาจารย์ใช้มาตลอดชีวิตนั้นเป็นการทำสมาธิแบบธรรมชาติง่ายๆ จะทำสมาธิบ่อยๆ จะทำงานอ่านหนังสือ ฯลฯ เป็นปรกติเพียงแต่ว่าจะฝึกจิตเราไปด้วย ทำทุกครั้งที่ต้องการ หรือทำได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีสติรู้ตัวจะต้องทำ ทำวันละเล็กละน้อย ตอนเป็นเด็กๆ ยังเคยใช้การเพ่งมองจุดเล็กบนกระดานดำเพื่อเอาจิตตนเองไปหยุดอยู่กับสิ่งนั้น เพราะตอนนั้นคิดว่าจะนั่งสมาธิหลับภาวนาในห้องเรียนก็คงทำไม่ได้ เพื่อนๆ คงหมั่นไส้เอาแน่ แต่เพราะเห็นความสำคัญของการทำสมาธิ จึงคิดหาวิธีแบบนั้น เมื่อโตขึ้นไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ก็รู้ว่าเราทำมาถูกแล้ว อาจารย์จะไม่ห่วงว่าจะต้องได้สมาธิขั้นนั้นขั้นนี้ ไม่ต้องการว่าเมื่อออกจากการนั่งสมาธิแล้วกลับออกมาเป็นคนดิบๆ กันอีก พอไปนั่งทีก็สุขใจที่ได้สงบ แต่พอกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงกลับสู้มันไม่ค่อยได้ จึงคิดว่าทำไปอย่างนี้แหละ วันละเล็กละน้อย ทำแบบตาเปิดๆ นี่แหละ ทำสมาธิไปกับการเรียน การสอน การทำงาน ฯลฯ ยิ่งทำก็ยิ่งมีจิตใจที่เข้มแข็ง หากเจริญสติกำกับดูแลตัวเองด้วยแล้ว จะทำให้เรารักษาตัวเองให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นได้ เมื่อเรามีจิตใจที่เข้มแข็งเราก็จะสามารถตัดใจกับความกังวล ตัดใจไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน ส่วนใหญ่คนเราจะห่วงกังวลกับอนาคต ห่วงกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ห่วงกังวลแต่พองาม แล้วเตรียมตัวรับมือกับมันจะดีกว่า เมื่อกลัวว่าจะสอบไม่ได้ ก็รับรู้ไว้แล้วลงมืออ่านหนังสือหาสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ แล้วทำให้รู้เสีย อันไหนทำไม่ได้ ก็รีบขวนขวายหาวิธีทำที่ถูกต้องซะ ตัวเราเองก็จะมีความรู้มีประสบการณ์มากขึ้น มีความเชี่ยวชาญชำนาญมากขึ้น ความมั่นใจก็จะมากขึ้น ความวิตกกังวลก็จะน้อยลงไปโดยปริยาย ความเครียดก็จะผ่อนคลายลงไปในที่สุด ก็ลองปรับไปใช้ดูนะครับ ขอให้โชคดีมีความสุขครับ
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 05:49 น. |