คุณธรรมสำคัญที่ถูกลืมไปนอกจากคุณธรรม 8 ประการที่เรามุ่งปลูกฝังกันแล้ว ยังมีอีกคุณธรรมที่ขาดหายไปในสังคมไทย พวกเราไม่ได้เน้นการปลูกฝังอบรมเยาวชนของเรากันเลย นั่นคือคุณธรรมที่พวกเราที่เป็นคนธรรมดาสามัญ เดินดินกินข้าวพึงจะทำกันได้ ไม่ต้องบวช หรือต้องมุ่งปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมขั้นไหนก่อน ไม่ต้องซื้อหา เพียงแค่เรานำไปปฏิบัติ ปฏิบัติง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ พอแล้ว ขอแค่นี้ พวกเราก็จะอยู่ด้วยกันอย่างดีมีความสุข สงบร่มเย็น น่าอยู่ ไม่ต้องเครียดกับปัญหาที่บ้านเมืองเรามีอยู่ในขณะนี้ นั่นเพราะเราลืมคำสอนที่พระพุทธองค์ได้สอนไว้ ถ้ารักจะเป็นคนธรรมดาสามัญ เดินดินกินข้าวแกง ก็ควรจะประพฤติปฏิบัติธรรมกันมั่ง นั่นคือ ฆราวาสธรรมนั่นเอง ฆราวาสธรรม หมายถึง หลักธรรมสำหรับผู้ครองเรือน ที่จำเป็นต้องมีอยู่ประจำ เพื่อเสริมให้มีความสุขยิ่งขึ้น มี ๔ ประการ คือ ๑. สัจจะ คือ ความจริง ดำรงมั่นอยู่ในสัจจะ ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง เป็นเหตุนำมาซึ่งความเชื่อถือ หรือไว้วางใจได้ อานิสงส์ของการมีสัจจะ - ปลูกนิสัยความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นคนหนักแน่นมั่นคง - มีความเจริญก้าวหน้าในการประกอบหน้าที่การงาน - ได้รับการเคารพยกย่อง - มีคนเชื่อถือ และยำเกรง - ครอบครัวมีความมั่นคง - ได้รับเกียรติยศชื่อเสียง โทษของการขาดสัจจะ- ปลูกนิสัยขาดความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นคนเหลาะแหละ - พบแต่ความตกต่ำ - มีแต่คนดูถูก - ไม่มีคนเชื่อถือ - ไม่สามารถรองรับความเจริญต่างๆ ได้ - ไร้เกียรติยศชื่อเสียง ๒. ทมะ คือ ฝึกตน ปรับปรุงตน บังคับควบคุมตนเองได้รู้จักปรับตัว และแก้ไขปรับปรุงตน ให้เจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ รวมทั้งการยอมรับและแก้ไขสิ่งบกพร่องของตนด้วย อานิสงส์ของการมีทมะ - ปลูกฝังนิสัยรักการฝึกฝนตนให้เกิดขึ้นในตัว - ทำให้เป็นคนมีความสามารถในการทำงาน - ไม่มีเวรกับใคร - ยับยั้งตนเองไม่ให้หลงไปทำผิดได้ - สามารถตั้งตัวได้ - มีปัญญาเป็นเลิศ โทษของการขาดทมะ - ขาดนิสัยรักการฝึกฝนตนเอง - ทำให้ขาดความสามารถในการทำงาน - สามารถหลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย - จะเกิดการทะเลาวิวาทได้ง่าย - จะจมอยู่กับอบายมุข - ครอบครัวเดือดร้อน - ไม่สามารถตั้งตัวได้ - เป็นคนโง่เขลา ๓. ขันติ คือ อดทน อดทนต่อความหนาว ร้อน หิว กระหาย ทนตรากตรำ ทนต่อความเจ็บใจ ทนข่มอารมณ์ของตนได้ ทนต่อความยั่วยวนต่าง ๆ อดทนต่ออำนาจฝ่ายต่ำ อดทนต่อการทำการงาน อานิสงส์ของการมีขันติ - ปลูกฝังนิสัยการอดทนต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ - ทำงานได้ผลดี - สามารถเป็นหลักในครอบครัวได้ - สามารถเป็นหลักให้กับบริวารได้ - ไม่มีเรื่องวิวาทกับคนอื่น - ไม่หลงผิดไปทำความชั่วได้ - ทำให้ได้ทรัพย์มา โทษของการขาดขันติ - ไม่สามารถอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ - เป็นคนจับจด ทำงานคั่งค้าง - ไม่สามารถเป็นหลักให้ครอบครัวได้ - หลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย - ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น - เต็มไปด้วยศัตรู - ขาดความเจริญก้าวหน้า - ทำให้เสื่อมจากทรัพย์ ๔. จาคะ คือ เสียสละ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ช่วยเหลือบำเพ็ญประโยชน์ สละความโกรธ ความเห็นแก่ตัว มีใจกว้างร่วมงานกับคนอื่นได้ สละอารมณ์ขุ่นมัวภายในจิตใจได้ อานิสงส์ของการมีจาคะ - ปลูกฝังการมีอารมณ์ผ่องใสและนิสัยเสียสละให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ตนเอง - เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป - ครอบครัวและสังคมเป็นสุข - มีกัลยาณมิตรรอบตัว โทษของการขาดจาคะ - ปลูกฝังความตระหนี่ให้เกิดขึ้นในใจ - ได้รับคำครหาติเตียน - เป็นทุกข์ใจ - ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ สรุปแล้วโทษของการขาดฆราวาสธรรมโดยรวมก็คือ เมื่อขาดสัจจะย่อมเกิดปัญหา ถูกหวาดระแวง เมื่อขาดทมะย่อมเกิดปัญหาความโง่เขลา เมื่อขาดขันติย่อมเกิดปัญหาความยากจน และเมื่อขาดจาคะย่อมเกิดปัญหาความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นในสังคม ความสำคัญของหลักธรรม 4 ประการ ที่มีต่อการสร้างตัวนี้ พระพุทธองค์ถึงกับท้าให้ไปถามผู้รู้ท่านอื่นๆ ว่า มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างเกียรติยศให้คนเราได้เท่ากับการมี "สัจจะ" หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างปัญญาให้คนเราได้เท่ากับการมี "ทมะ" หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างทรัพย์สมบัติให้คนเราได้เท่ากับการมี "ขันติ" หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างหมู่มิตรให้คนเราได้เท่ากับการมี "จาคะ" หรือไม่การที่พระพุทธองค์ทรงท้าให้ไปถามผู้รู้อื่นๆ อย่างนี้ก็หมายความว่า ไม่มีธรรมะใดๆ ที่จะใช้สร้างตัวให้ประสบความสำเร็จได้ยิ่งกว่าการสร้างสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะให้เกิดขึ้นในตนอีกแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ คนที่จะยืนหยัดผ่านอุปสรรคต่างๆ ในโลกนี้ไปจนกระทั่งพบความสำเร็จได้นั้น เขาต้องสร้าง "ฆราวาสธรรม" ให้เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานประจำตนก่อนนั่นเอง เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของ ฆราวาสธรรม คือ คุณสมบัติของผู้ที่สามารถสร้างเกียรติยศ สร้างปัญญา สร้างทรัพย์สมบัติ และสร้างหมู่ญาติมิตรให้เกิดขึ้นได้สำเร็จด้วยกำลังความเพียรของตนทุกวันนี้เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ในสังคมไม่เห็นความสำคัญของสัจจะกันเลย เอาแต่โกหก พูดไม่จริงเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ ไม่ยอมรับความจริงกันเลย จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะพูดไม่จริงกัน หากถามเด็กว่า ทำไมมาสาย ก็มักจะมีข้ออ้างว่า รถติดมั่ง ตื่นสายบ้าง พอถามถึงการบ้านก็บอกว่าลืมครับ ลืมเอามาบ้าง ล้วนแล้วแต่การพูดไม่จริงเพื่อเอาตัวรอด อ้างโน่นอ้างนี่สารพัด ก็จะกลายเป็นคนเชื่อถือไม่ได้ ไม่รักษาคำพูด ไม่มีความรับผิดชอบ ในที่สุด บ้านเมืองวุ่นวายทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจาก การไม่มีสัจจะ การไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น หากโดนจับได้ก็จะไม่ยอมรับกันง่ายๆ สร้างหลักฐานเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีกันทั่วทุกหัวระแหง จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา กลายเป็นเรื่องปกติ ผู้ใหญ่ก็ไม่สามารถจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กๆ ได้ ก็คงต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ ทำให้ดี ทำให้ได้ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ ทำให้ครบทุกข้อ จะได้พลเมืองที่ดีมีคุณภาพ บ้านเมืองจะได้ร่มเย็นเป็นสุขสืบไปแหล่งอ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/
|