|
อาจารย์จะแนะนำให้ลูกศิษย์เอาแนวทางอิทธิบาท ๔ มาปรับใช้กับการเรียน พอถามลูกศิษย์ว่าอิทธิบาท ๔ คืออะไร? ก็ได้รับคำตอบที่น่าชื่นใจว่า อิทธิบาท ๔ คือ ทางแห่งความสำเร็จ มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา พอถามถึงว่า แต่ละข้อนั้นหมายถึงอะไร ปรากฏว่า ไม่มีใครตอบได้ถูกต้องกันเลย เมือตอบไม่ค่อยถูก ก็ไม่น่าจะปฏิบัติได้ถูก ไม่รู้ความหมายนัยสำคัญของสิ่งนั้นเลย ก็เลยได้สอนให้ลูกศิษย์ที่โรงเรียนไป ให้รู้ความหมาย ให้แนวทางนำไปปฏิบัติ ก็เลยถือโอกาสนี้นำมาเผยแพร่ให้ท่านผู้อ่านด้วย เผื่อจะได้นำไปปรับใช้กับตัวเองบ้างนะครับ ก่อนอื่นต้องเข้าใจความหมายของอิทธิบาท ๔ ก่อน อิทธบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง แนวทาง วิธีการ กระบวนการที่ให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้ที่หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้สมบูรณ์ด้วย อิทธิบาท จำแนกไว้เป็น ๔ ข้อ คือ ๑. ฉันทะ คือ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น หมายถึง ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป ๒. วิริยะ คือ ความพากเพียรพยายามทำในสิ่งนั้น หมายถึง ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย ๓. จิตตะ คือ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น หมายถึง ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป ๔. วิมังสา คือ ความไตร่ตรอง พินิจ พิเคราะห์ สอดส่องในเหตุและผลของสิ่งนั้น คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น อิทธบาท ๔ นี้ไม่ใช่คาถานะครับ ไม่ใช่ท่องจำ ๑๐๐ จบแล้วจะประสบความสำเร็จนะครับ แต่เป็นแนวทาง วิธีการ หรือ กระบวนการที่พระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบและสอนพวกเราต่อๆกันมา การสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ ลงมือทำตามทุกข้อได้มากน้อยแค่ไหนของเราเอง การปรับใช้กับการเรียนนั้นทำอย่างไร? เราก็ต้องปฏิบัติในทุกข้อให้ครบ รับรองว่าผลการเรียนต้องดีขึ้นแน่นอน การทำตามข้อ ๑ ฉันทะ (ความพอใจ) นั้น คือ ให้เรามีความพึงพอใจที่จะเรียน มีความสุขที่ได้เรียน อยากที่จะเรียน เมื่อได้เรียนแล้วจิตใจอิ่มเอิบ รู้สึกดีๆ สดชื่นใจ เป็นความอยากที่จะทำดีนะครับ ไม่ใช่ความอยากที่เป็นกิเลส เช่นเราอยากจะเป็นคนดี นี้เรียกว่าเป็นฉันทะ แต่ถ้าเราอยากจะได้ของคนอื่น นี้เป็นกิเลส แยกแยะให้ออกนะครับ ลองสังเกตดูสิครับว่าวิชาไหนที่เราชอบ เราจะเรียนได้ดี ได้คะแนนมาก แต่ถ้าวิชาไหนเราไม่ชอบ เราจะมีผลการเรียนที่ไม่ดีเลยในวิชานั้น ทำอย่างไรเราถึงจะรู้สึกพอใจ ชอบในวิชานั้นๆ ถ้าชอบเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว ทำได้ไม่ยาก แต่ถ้าไม่ชอบ หรือถึงขั้นเกลียดวิชานั้นแล้วล่ะก็ ทำใจยาก อาจารย์ใช้วิธีสร้างความเข้าใจกับตัวเราเอง ทำความเข้าใจให้ได้ว่าวิชานั้นจำเป็น วิชานั้นมีความสำคัญ จะจำเป็นเพราะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือจำเป็นเพราะจะใช้เป็นพื้นฐานความรู้ที่จะต้องเรียนในอนาคต หรือแม้จะเป็นเพราะว่า เขาบังคับให้เรียน เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกวิชาในระดับมัธยมศึกษาล้วนจะใช้เป็นพื้นฐานของการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้นไปทั้งสิ้น ตัวเราเองต้องสร้างความรู้สึกตรงนี้ ตัวเราเองต้องทำเอง ทำใจของเราเอง ใครที่ไหนจะทำใจแทนเราได้ นะครับท่าน ทำใจให้รับ ทำใจให้ชอบ แต่ถ้ายากนักที่จะชอบ อย่างน้อยก็ให้รู้สึกเฉยๆกับมัน ก็ยังดีนะครับ กุญแจแห่งความสำเร็จอันแรก คือ มีความพอใจที่จะเรียน รักที่จะเรียน ทำใจให้ได้นะครับ การทำตามข้อ ๒ วิริยะ (ความพากเพียร) นั้น คือ การขยันหมั่นเพียรเรียนหนังสือ พากเพียรพยายามอ่านหนังสือ หมั่นทบทวนบทเรียน ทำแบบฝึกหัดเยอะๆ ทำทุกวัน ไม่ย่อท้อ อดทนทำลงไปอย่างไม่เหน็ดไม่เหนื่อย ไม่เกียจคร้าน ในสมัยนี้มีโจทย์เยอะแยะ มีตำรับตำราขายกันไปอย่างทั่วถึง ไม่ต้องเสียเวลาหาโจทย์ ถ้าหากขยันทำทุกวัน วันละ ๓๐ ข้อ ทำ ๑๐๐ วัน เราก็ได้ ๓๐๐๐ ข้อแล้ว หากทำ ๒๐๐ วัน ก็ได้ทำถึง ๖๐๐๐ ข้อแล้วนะ ไม่น้อยทีเดียวแหละ หากใครสามารถทำได้ถึงวิชาละ ๑๐,๐๐๐ ข้อ ความเชี่ยวชาญชำนาญก็ย่อมมีมาก ในแต่ละเรื่องนั้นจะมีคำถามที่แตกต่างกันไม่มากหรอก ถ้าทำมากๆ จะสามารถแบ่งหมวดหมู่ของโจทย์ได้ จะมีความรู้สึกว่าโจทย์เริ่มซ้ำ ตามซ้ำๆ เปลี่ยนตัวละครหรือเปลี่ยนตัวเลขเท่านั้น พูดง่ายๆว่าหมดมุกที่จะถามแล้ว ถ้าเราขยันทำได้ถึงเพียงนั้นและประกอบกับการปฏิบัติในข้ออื่นๆของอิทธิบาท ๔ แล้วล่ะก็ ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นแน่นอน สามารถฝืนดวงฝืนโชคชะตาฟ้าลิขิตได้แน่นอน พูดง่ายๆว่า ชีวิตของเรา เราสามารถลิขิตได้เอง มาถึงตอนนี้คงเข้าใจกันแล้วว่าการมีฉันทะนั้น สำคัญอย่างไร? หากขาดฉันทะ ความพอใจ รักที่จะเรียนแล้ว ความเพียรพยายาม ขยันเรียนหนังสือ ก็คงไม่เกิดขึ้น คงเรียนกันอย่างขอไปที อ้างโน่นอ้างนี่ สารพัดที่จะนำมาอ้าง ไม่มีเวลา การบ้านเยอะ ไม่มีเวลาอ่าน....สารพัดที่จะมาอ้างเพื่อที่จะไม่ได้ทำ แล้วจะประสบความสำเร็จ สอบได้ที่ดีๆ ได้อย่างไร? การทำตามข้อ ๓ จิตตะ (ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น) คือ การตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำคือการเรียน การเตรียมตัวสอบ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตเอาใจฝักใฝ่ ไม่ปล่อยจิตปล่อยใจของเราให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป เป็นเหมือนการทำสมาธิในขณะที่เรียน เป็นการตั้งใจที่แน่วแน่ สมัยนี้เขาเรียกว่า การดำรงจุดมุ่งหมายของตนเอง จุดมุ่งหมายที่จะต้องสอบผ่านให้ได้ ผ่านทั้งสองรอบนะครับ ต้องมุ่งมั่น ดำรงจุดหมายปลายทางตลอดเวลา ไม่ไขว้เขว วอกแวกเปลี่ยนใจกันเป็นว่าเล่น การเอาจิตเราตั้งมั่นไว้ให้แน่วแน่กับการเรียนนี้ เหมือนกับการบังคับทิศทางของชีวิต มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะทำอะไร แล้วไม่เปลี่ยนกลับไปกลับมา ไม่โลเล เปลี่ยนใจอยู่เรื่อย เรียกว่าเมื่อตั้งเป้าหมายแล้วมุ่งไปหาเป้าหมายนั้นตลอดเวลา การปรับเปลี่ยนที่อาจจะเกิดขึ้น ก็เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนวิธีการย่อยๆที่จะทำให้เรามีความพร้อมมากขึ้นเท่านั้น เปรียบเทียบง่ายๆว่าการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางบนถนนไฮเวย์ เราก็ยังมุ่งไป พอใจที่จะไป รักที่จะไป ขยันเดินทาง ขยันวิ่ง ขยันขับ รักษาทิศทางไปยังจุดหมาย การปรับเปลี่ยนย่อมมีแน่ อย่างน้อยก็เป็นการเปลี่ยนเลนเมื่อมีรถหรือสิ่งกีดขวางทางที่เราจะไป แต่เรายังตั้งมั่น มุ่งมั่นไปยังจุดหมาย ตาก็ดูเวลา จะปรับเปลี่ยนความเร็วตามเวลาที่มี ไม่ใช่ขับไปเรื่อยๆ ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ต้องปรับเปลี่ยนไปตามเวลาที่มี ความสำเร็จคือการไปถึงที่หมายปลายทางทันเวลานั้นย่อมเกิดขึ้นแน่นอน เช่นเดียวกัน ถ้าเราพอใจรักที่จะเป็นนักเรียนเตรียมทหารแล้ว เราก็ตั้งจุดมุ่งหมายของเราคือการสอบผ่านเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารให้ได้ เราก็ต้องทำใจให้รักการเรียน รักที่จะเตรียมการสอบ ขยันทำโจทย์ หมั่นทบทวน ไปเรียนกับอาจารย์ก็ต้องพกคำถาม พกข้อสงสัยที่เจอแล้วต้องการคำอธิบายจากอาจารย์ ต.ตั้งใจแน่วแน่แล้วทำ ท.นั้นทำไม่ได้ ไม่มี... การทำตามข้อ ๔ วิมังสา (ความไตร่ตรอง) พินิจ พิเคราะห์ สอดส่องในเหตุและผลของสิ่งนั้น คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุหาผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในการเรียน ในสมัยใหม่คือมีการวางแผนการเรียน วางแผนการทบทวนบทเรียน มีการวัดผลที่ได้ทำไปแล้วว่าได้ผลมากน้อยแค่ไหน ประเมินตนเองตลอด คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุงการเรียนของตนอยู่เสมอ เมื่อเจอโจทย์ที่ทำให้เรางง ทำไม่ได้ เราก็ต้องหันกลับมาดูตัวเราเองว่าทำไมเราถึงไม่เข้าใจ ทำไม่ถึงทำไม่ได้ วิเคราะห์ตนเองด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่เข้าข้างตนเองนะครับ ประเด็นนี้สำคัญ หากเราประเมินเข้าข้างตนเอง เราก็จะสรุปง่ายๆว่าไม่เป็นปัญหา เข้าใจแล้วทำพลาดเอง อ้างเหตุผลสารพัดที่จะอ้าง แล้วผลที่ตามมาคือเราก็ไม่มีการปรับปรุงแก้ไขอะไรเลย ความไม่เข้าใจก็ยังคงอยู่ เรื่องไม่มีเวลานี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชอบอ้างกัน คนเรามีเวลา ๒๔ ชั่วโมงต่อวันเท่ากัน บางคนทำไมถึงทำอะไรได้เยอะแยะมากมายใน ๑ วัน แต่บางคนบอกไม่มีเวลาที่จะเรียนหนังสือ ไม่มีเวลาทบทวน ลองแจกแจงกิจกรรมที่เราทำ บันทึกอย่างละเอียดนะครับทุกนาทีที่ทำ ถ้าคิดอย่างใจเป็นธรรม ไม่เอนเอียงเข้าข้างตนเองแล้ว จะเห็นว่าตัวเราเองบริหารจัดการกิจกรรมและเวลาของเราไม่ค่อยถูกต้องนัก บางคนมีกิจกรรมที่ไม่จำเป็นไม่สำคัญไม่เร่งด่วนอะไรเลยในชีวิตเยอะแยะมากมาย สูญเสียเวลาไปกับการ Chat, MSM หรือโทรศัพท์คุยกับเพื่อนทุกวันวันละหลายนาที บางคนเป็นชั่วโมงต่อวัน สูญเสียภาวะจิตใจที่มุ่งมั่น ใจฟุ้งซ่านไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการเรียน การเตรียมตัวสอบ แล้วก็เที่ยวบอกใครต่อใครว่าเรียนหนัก ไม่มีเวลา ก็โทษทีนะครับ เรียนแค่นี้บอกไม่มีเวลา แล้วชีวิตนี้ท่านจะไปทำมาหากินอะไรได้? เราต้องวิเคราะห์ตัวเองด้วยใจที่เที่ยงตรงเป็น (อย่าหลอกตัวเองนะครับ) ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จแน่นอน อาจารย์ใช้อิทธิบาท ๔ นี้มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมัธยมศึกษา ปฏิบัติตามอิทธิบาท ๔ นี้แหละครับมาโดยตลอด เป็นการปฏิบัติที่ได้ผลจริงๆ พิสูจน์ได้ นักเรียนจงนำไปปฏิบัติให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกข้อ รับรองประสบความสำเร็จแน่นอน มีใจรัก (ฉันทะ) พากเพียรเรียนวิชา (วิริยะ) มานะมุ่งมั่น เอาใจใส่ (จิตตะ) ใช้สติปัญญา พิจารณา ปรับปรุง พัฒนา แก้ไข (วิมังสา) คือ หัวใจสู่ความสำเร็จ อ.สมเกียรติ แหล่งอ้างอิง http://www.buddhadasa.com/rightstudydham/itibath4.html http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97_%E0%B9%94
|