|
เขียนโดย A.Somkiat Sampan
|
|
วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2009 เวลา 23:02 น. |
|
แนวทางการฝึกฝนด้านวิชาการ นี่ก็ใกล้สอบเข้ามาอีกแล้ว นักเรียนทั้งหลายมีความพร้อมสำหรับการสอบหรือยังครับ คำตอบจากนักเรียน ก็คงมีหลากหลาย บ้างก็ตอบว่ายังเลยครับ บ้างก็ตอบว่าพร้อมแล้วครับ ก็สุดแล้วแต่ละคน จะพร้อมขนาดไหน ย่อมไม่เหมือนกันแน่นอน อาจารย์เคยกล่าวไว้แล้วว่า ตราบใดที่ผู้คุมสอบยังไม่ได้บอกว่า หมดเวลา ทุกคนเลิกทำ วางดินสอเอามือกอดอก ตราบนั้น นักเรียนก็ยังมีเวลาสำหรับการเตรียมตัวสอบ อยู่ที่ตัวนักเรียนแล้วว่าจะเตรียมตัวกันอย่างไร แนวทางหนึ่งที่จะฝึกฝน เตรียมตัวสอบได้นั้น อาจารย์วิเคราะห์มาจากประสบการณ์ ทั้งการเป็นนักเรียนมาเองและการเป็นครูบาอาจารย์ ก็เห็นแนวทางที่จะฝึกฝน เตรียมความพร้อมสำหรับการสอบ เริ่มจาก การทำความเข้าใจโจทย์ เข้าใจไหมว่าโจทย์ถามหาอะไร เข้าใจไหมว่าโจทย์ให้ข้อมูลอะไรแก่เรา เข้าใจไหมว่าโจทย์นี้เป็นเรื่องอะไร นักเรียนบางคนอ่านโจทย์บางโจทย์แล้วไม่เข้าใจ ก็คงเดาได้ทันทีว่า ไม่รู้จะได้คำตอบที่ถูกต้องได้อย่างไร มีอยู่ทางเลือกเดียวคือ เดาเท่านั้น จุดนี้เป็นจุดแรกที่นักเรียนจะต้องมีขีดความสามารถมากพอที่จะอ่านโจทย์แล้วเข้าใจ บางคนก็มีปัญหาที่ไม่มีสมาธิมากพอที่จะอ่านโจทย์ แยกแยะโจทย์ โดยเฉพาะโจทย์ที่ยาวและสลับซับซ้อน ตรงนี้ต้องฝึกฝนครับ สิ่งต่อมาที่ต้องเน้นคือ องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับโจทย์คำถามนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสูตร ทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องมี ต้องเข้าใจและต้องจำได้ เมื่อรู้แล้วว่าโจทย์ให้อะไรมา และโจทย์ถามหาอะไร มีข้อเท็จจริง ทฤษฎี สูตรต่างๆ อะไรบ้าง ขั้นต่อไปเป็นการสร้างแนวคิดแก้ปัญหา เป็นการนำเอาข้อมูลที่ให้มาไปใช้ประกอบกับสูตร ทฤษฎี องค์ความรู้ต่างๆ ผู้ที่มีความรู้ดีประสบการณ์มาก ก็จะทำได้อย่างแคล่วคล่อง รวดเร็ว มีเทคนิคลัดขั้นตอน มีเทคติกมากมาย โจทย์เดียว อาจจะมีแนวทางในการแก้หลายแนวทาง แนวทางไหนดีกว่าแนวทางไหน อยู่ที่แต่ละคนจะชอบ จะสามารถเข้าใจได้ และในขั้นตอนสุดท้าย จะเป็นการลงมือทำตามแนวคิดเพื่อให้ได้คำตอบ ในขั้นตอนนี้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงๆ บางคนอาจประสบปัญหาอื่นๆ เช่น .สะเพร่า คูณผิด หารผิด คิดเลขช้า ไม่รอบคอบ บางคนคิดเลขเร็วแต่ผิดพลาดบ่อย อย่างนี้นับว่าสร้างความไม่แน่นอนให้กับตัวเอง บางคนคิดช้า ช้ามากเกินไปจนเวลาใกล้หมดแล้วยังทำได้ไม่กี่ข้อ อย่างนี้ก็ไม่ไหว สำหรับวิชาท่องจำ จะไม่ต้องมีขั้นตอนที่สาม อ่านโจทย์ เข้าใจโจทย์ ถามหาอะไร ให้ข้อมูลอะไรมาบ้าง ถ้ามีองค์ความรู้ มีความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ได้ถูกต้องและจำได้ ก็ตอบได้เลย แต่สำหรับวิชาคำนวณจะต้องมีครบทั้งสี่ขั้นตอน เข้าใจโจทย์-จำสูตร ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องได้-มีแนวคิดแก้โจทย์-ลงมือแก้โจทย์ ทั้งสี่ขั้นตอนนี้จะต้องมีสมาธิมากพอที่จะทำได้ตลอดลอดฝั่ง บางคนมีสมาธิน้อยหรือที่ชอบเรียกกันว่าสมาธิสั้น แค่อ่านโจทย์ยาวๆ ก็ไม่สามารถเข้าใจโจทย์ได้เสียแล้ว อ่านได้หน้าลืมหลัง อ่านกลับไปกลับมา เก็บข้อมูลได้ไม่ครบ ขั้นตอนที่เหลือก็จะเกิดขึ้นอย่างถูกต้องไม่ได้เลย ถ้าทำออกมาส่วนใหญ่ก็มักจะผิด ดังนั้นการมีสมาธิดี จะทำให้เรียนได้ดี สามารถจำบทเรียน สูตร ความรู้ต่างๆได้ดีนอกจากอ่านโจทย์แล้วเข้าใจ การมีสมาธิดีนั้นจะทำให้มีแนวคิดดีๆ จะมีขีดความสามารถในการคิดได้ดี แนวทางแก้โจทย์ได้อย่างแยบยล ได้ลึกซึ้ง ปัญหาชีวิตที่ว่ายากแสนยาก พระพุทธองค์ยังสามารถแก้ได้ด้วยจิตที่มีสมาธิเลยนับประสาอะไรกับโจทย์ง่ายๆ ใช่ไหมครับ นอกจากสมาธิแล้วต้องมีสติด้วย ต้องมีสติคอยกำกับอยู่ตลอดเวลา หากคิดผิด เข้าใจผิด ก็มีสติรู้ว่าผิด บางคนคำนวณเลขผิด ก็ยังไม่รู้ตัวว่าผิด อย่างนี้ใช้ไม่ได้ เมื่อจิตมีสมาธิและสติดีแล้ว จะทำให้การแก้โจทย์ทั้งสี่ขั้นตอนก็จะเป็นไปอย่างสมบูรณ์ อาจารย์จะสอน จะแนะนำ จะให้ลูกศิษย์ได้ฝึกฝนทุกขั้นตอนที่ว่ามานี้ ให้เกิดความเชี่ยวชาญ เกิดความชำนาญ จนทั้งสี่ขั้นตอนที่ว่ามา นักเรียนทำได้อย่างรวดเร็ว เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นอัตโนมัติ ใครที่เรียนไม่รู้เรื่อง ใครที่เรียนกวดวิชาที่อื่นแล้วไม่ได้ผล ใครที่มีปัญหาในทุกขั้นตอนที่ว่า เชิญมาเรียน เชิญมาฝึกกับอาจารย์ได้เลยนะครับ ขอเพียงเราเชื่อฟังและทำตามคำแนะนำของอาจารย์ได้รับรอง ได้ผลแน่นอนครับ ขอให้ฝึกฝนตนเองในทางที่ดีและมีประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นนะครับ อาจารย์ สมเกียรติ สัมพันธ์
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 14:02 น. |