Main Menu
Polls
ถ้าเลือกได้ ท่านจะเป็นนักเรียนเหล่าไหน?
 
PTT Oil Price
Bangkok Bank Currency Exchange Rate Thai
หยุดทำลายประเทศชาติกันเสียทีเถอะ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A.Somkiat Sampan   
วันพุธที่ 04 พฤศจิกายน 2009 เวลา 03:15 น.

หยุดทำลายประเทศชาติกันเสียทีเถอะ

นับตั้งแต่ย่างเท้าก้าวเข้ามาเป็นนักเรียนทหาร จนถึงบัดนี้ก็กินเวลานานร่วม 29 ปี ที่รับราชการทหารมานาน ได้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยเราทั้งทางที่ดีขึ้นและเสื่อมถอยลง ในสมัยนั้น ยังมีภาพที่ผู้ชายอกสามศอกยังเป็นสุภาพบุรุษ ลุกให้ผู้หญิง-เด็ก-คนชรา อยู่ ผู้ชายไทยสมัยนั้น ตัวเล็กกว่าผู้ชายไทยสมัยนี้เสียอีก แต่เหตุไฉน จึงมีใจเมตตา เสียสละให้ผู้ที่อ่อนแอกว่าเสมอ ในสมัยนั้น มีแต่ผู้อยากเป็นฮีโร่ อยากเป็นผู้เสียสละ จะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกดีๆที่ตนได้เสียสละความสุขความสบายเล็กๆน้อยๆ ให้แก่คนอื่น แต่ทุกวันนี้ ภาพเหล่านั้นหาดูได้ยากมาก ทุกคนจะพยายามหาเหตุผล ข้ออ้างให้ตัวเองไม่ต้องเสียสละได้เสมอ จะอ้างว่าทุกคนเสมอภาค ทำให้สะกดคำว่ามีน้ำใจแทบไม่เจอ ทุกคนจะทวงถามแต่สิทธิของตนเอง ทุกคนจะไม่มีใครที่จะยอมเสียสิทธิถ้าไม่จำเป็น อ้างว่าทุกคนเสียเงินเท่ากันทำไมต้องลุกให้ล่ะ? นั่นเป็นเพียงภาพตัวอย่างที่สะท้อนออกมา คนส่วนใหญ่จะคำนึงถึงแต่สิทธิของตนเอง แทบจะทุกลมหายใจเข้าออกก็ว่าได้ ย้ำคิด ย้ำทำ ย้ำพูด แสดงออกกันมาได้อย่างเต็มที่ จนลืมไปว่า ตนเองก็มีหน้าที่ที่ต้องทำในฐานะเป็นพลเมืองของประเทศนี้ หากบ้านเมืองใดมีแต่คนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ อ้างอย่างเดียวว่าเป็นสิทธิของตนที่จะทำ ที่จะได้ บ้านนั้นเมืองนั้นก็จะมีแต่ความเดือดร้อน วุ่นวาย ไปทั่ว บ้านใดเมืองใดขาดผู้เสียสละ บ้านนั้นเมืองนั้นก็จะมีแต่การแก่งแย่ง เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในบ้านเรานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความบังเอิญแน่นอน มันย่อมมีเหตุ จึงมีผลเช่นนี้ ทุกคนบอกว่ารักชาติ แต่ก็ไม่มีใครจะยอมเสียสละสิ่งที่ตนเองต้องการเพื่อประเทศชาติอย่างจริงจังเสียที ทุกคนบอกว่าจงรักภักดีต่อในหลวง แต่กลับไม่ยอมที่จะทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยสมัครสมานสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อในหลวงของเราเลย เป็นแต่เพียงข้ออ้าง เป็นแต่เพียงข้อแก้ตัว เพื่อที่ตนจะได้ทำ เพื่อที่ตนจะได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ มันน่าเศร้าใจเหลือเกินที่เห็นบ้านเมืองมีแต่ความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวก ทะเลาะกัน ทำร้ายกันอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? ทำไมถึงเป็นเช่นนี้? มันเกิดอะไรขึ้น? อาจารย์ก็พยายามหาสาเหตุอยู่ว่าเป็นด้วยเหตุใด ยิ่งหาก็ยิ่งงุนงง สับสนไปหมด สรุปว่าเก่งไม่พอที่จะบอกได้ว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ แต่พอวิเคราะห์ได้เลาๆว่า เราคนไทยละทิ้งความแข็งแกร่งด้านจิตใจของสังคมไทยไปเราปรับตัวไม่ทันกับความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ เราหลงไปกับความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุไปมากจนขาดสติ เมื่อขาดสติ เราก็ขาดปัญญาไปด้วย กลายเป็นคนอ่อนด้อยทางความคิด คิดไม่เป็น คิดไม่ออก ตีโจทย์ไม่แตก เป็นอย่างนี้ สะสมวันละเล็กละน้อย คนส่วนใหญ่ในสังคมเป็นอย่างนี้ เราเห็นวัตถุสำคัญกว่าจิตใจ การศึกษาก็เป็นไปเฉพาะรูปแบบ ไม่สามารถทำให้ผู้ที่ผ่านการศึกษา เป็นผู้ได้รับการศึกษา มุ่งแต่สร้างจำนวนคน แต่ไม่ได้มุ่งสร้างคนให้มีคุณภาพ คนที่จะถูกปั้นก็ไม่ยอมให้ปั้น อยากเอาแต่ใบปริญญา แต่ไม่อยากได้ความรู้ สถานศึกษาไม่ได้ปลูกฝังความรักชาติ เสียสละเพื่อบ้านเมืองกันอย่างจริงจัง ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทำตนเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี มีให้เห็นอยู่โดยทั่วไป บุคคลสาธารณะเช่น นักการเมือง ข้าราชการ นักร้อง นักแสดง เป็นต้น ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม บางทีแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างของความไม่ดี แต่กลับบอกว่าเป็นสิทธิส่วนตัว ใช่แน่ถ้าท่านไม่เป็นบุคคลสาธารณะ แต่ถ้าท่านเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว จะอ้างเช่นนั้นไม่ได้ สังคมไทยเราปรับตัวไม่ทันจริงๆ ผู้ที่มีอำนาจที่จะทำอะไรได้ ก็ปล่อยปละละเลย ทุกคนดูเหมือนยุ่งวุ่นวายกันไปหมด ทำอะไรก็แทบไม่ทันกันทั้งนั้น แต่เราก็ไม่ไปถึงไหนกันเลย มีแต่กินบุญเก่า เอาตัวรอดกันไปวันๆ เหตุการณ์ความไม่สงบที่ภาคใต้เกิดมานานหลายปีแล้ว ก็ยังไม่เห็นมีสื่อละครหรือหนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงความสมัครสมาน สามัคคีรักใคร่กัน อยู่ด้วยกันอย่างสันติเลย เหตุการณ์ความแตกแยกในชาติเกิดมาหลายปี ก็ยังไม่เห็นมีสื่อละครหรือหนังที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงความสมัครสมาน สามัคคีรักใคร่กัน ไม่ทะเลาะกัน สหรัฐอเมริกาเคยมีปัญหาแบ่งแยกผิว ประมาณ 50 ปีที่แล้วมานี่เอง ที่ยังมีห้องน้ำคนดำห้องน้ำคนขาว มีโรงหนังคนดำโรงหนังคนขาว แบ่งแยกชัดเจน แต่ทำไมปีนี้ถึงมีคนดำเสนอตัวเข้าชิงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้!!! ทุกอย่างมีเหตุมีปัจจัย ลองสังเกตหนังอเมริกันดูสิครับ ในสมัยก่อนคนดำมักจะเป็นผู้ร้าย แต่สมัยหลังๆ คนดำจะเริ่มเป็นพระรองเป็นพระเอกกัน บางเรื่องต้องเป็นทีมงานกับคนขาวเพื่อปราบผู้ร้าย สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ซึมซับความรู้สึกของคนดู ค่อย เปลี่ยนทัศนคติของคน วันละเล็กละน้อย จนเป็นที่ยอมรับกันและกันอย่างสนิทใจ หันกลับมามองบ้านเราสิครับ เคยมีสิ่งดีๆ มากมายแต่เรากลับปล่อยปละละเลยจนอันตรธานหายไปหมดแล้ว สยามเมืองยิ้ม ยิ้มด้วยไมตรีจิต จะกลายเป็นสยามเมืองแยกเขี้ยวเข้าใส่กัน ผมเห็นจะมีแต่พวกเราคนไทยเท่านั้นที่จะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ได้ ต้องอาศัยทุกคนช่วยกันคนละเล็กละน้อยเท่าที่ตนเองจะเกี่ยวข้องและทำได้ ทุกคนต้องมีหลักคิดคำนึงถึงส่วนรวมคือประเทศชาติก่อน หากสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะทำให้ประเทศชาติเสียหาย ถึงแม้ว่าจะทำตามสิทธิของตนได้ ก็จงเสียสละสิทธิอันนั้นให้แก่ส่วนรวม คือประเทศชาติเถอะครับ ไม่มีชาติไหนในโลกนี้หรอกครับที่จะอ้างสิทธิของตัวเอง เพื่อทำลายประเทศชาติได้ ถึงแม้ว่าตนเองถือว่ามีสิทธิที่จะทำได้ แต่ก็อย่าลืมว่าสิ่งที่คุณทำลายนั้น คนอื่นก็มีสิทธิในสิ่งนั้นด้วยเช่นกัน ได้โปรดเห็นแก่ประเทศชาติ หยุดทำลายประเทศชาติกันเสียทีเถอะครับ จงมาช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆ ให้กับสังคมไทย จงร่วมใจกันฟื้นฟูสิ่งที่ดีๆ กลับคืนมาสู่สังคมไทยกันเถอะ พวกเราต้องทำได้ ผมเชื่อเช่นนั้น  

ขอให้ฝึกฝนตนเองในทางที่ดีและมีประโยชน์กับตนเองและผู้อื่นนะครับ ขอให้โชคดี

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2009 เวลา 04:43 น.
 
All Rights Reserved © kenalog aerosol reverse cell phone book