ระดับของการเรียนรู้ ระดับของการเรียนรู้ตามที่อาจารย์ได้เคยอ่านมาจากหนังสือธรรมะ หรือปรัชญา นานมาแล้วจนจำแหล่งที่มาไม่ได้แล้ว ต้องขออภัยด้วย แต่พอสรุปใจความได้ว่า ระดับการเรียนรู้นั้น สามารถแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ดังนี้ ๑. รู้ตาม หมายถึง รู้ตามที่คนอื่นบอกมาก่อน แล้วจำได้ว่าคืออะไร พอมีความเข้าใจตามที่คนอื่นบอกมา ถ้าจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเรียน ความรู้ตามนั้น ได้แก่ ความรู้ที่เกิดจากการมาเรียนหนังสือในห้องเรียน เรียนตามที่ครูสอน ครูอธิบายตัวอย่าง ก็สามารถเข้าใจตามที่ครูอธิบายได้ เรียกว่าเข้าใจตามทัน ๒. รู้จริง หมายถึง รู้พอที่จะทำได้เอง เป็นขั้นที่สูงขึ้นมาจากขั้นรู้ตาม เป็นขั้นที่ขยายผลจากการรู้ตามนั่นเอง เป็นความรู้ที่มากพอที่เราสามารถจะวิเคราะห์ด้วยตัวเองได้ ถ้าจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเรียน การที่เรารู้จริงนั้นหมายถึงเราสามารถตอบโจทย์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ครูมาเริ่มต้นให้ถึงจะทำได้ สามารถเริ่มต้นแก้ปัญหาโจทย์ได้ด้วยตนเอง ตรวจคำตอบได้เองว่าถูกหรือผิด เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ต่อจากการรู้ตาม ดังนั้น จะไม่มีการลัดจากไม่รู้อะไรเลย แล้วมาเป็นการรู้จริงเลยนั้นไม่ได้ ๓. รู้แจ้งแทงตลอด หมายถึง รู้ลึกรู้ซึ้ง รู้ทะลุปรุโปร่ง เป็นขั้นสูงสุดของการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่ต่อมาจากการรู้จริง ถ้าจะยกตัวอย่างเกี่ยวกับการเรียนนั้น รู้แจ้งแทงตลอดนั้น คือ รู้มากพอที่จะตั้งโจทย์ได้เอง สามารถประเมินได้ว่าโจทย์ยากหรือง่าย ใช้เวลามากน้อยแค่ไหน ถ้าจะนับไปแล้ว จะเป็นความรู้ระดับปรมาจารย์ รู้ทุกแง่ทุกมุม คนที่จะเป็นอาจารย์ใด้ ควรจะมีความรู้ในวิชาที่ตนสอนถึงขั้นนี้ถึงจะถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์ได้อย่างเต็มที่ ครูคนไหนยังต้องดูเฉลยที่ตัวเองเตรียมไปก่อน แสดงว่ายังไม่รู้แจ้งแทงตลอด หากเจอคำถามที่ตนไม่เคยเห็นแล้วตอบไม่ได้ แสดงว่ายังไม่รู้แจ้งแทงตลอด ถ้าจะเปรียบเทียบกับการเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Bloom ( Bloom's Taxonomy) แล้ว Bloom ได้แบ่งการเรียนรู้เป็น ๖ ระดับ - ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) ซึ่งเป็นระดับล่างสุด
- ความเข้าใจ (Comprehend)
- การประยุกต์ (Application)
- การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้
- การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่
- การประเมินค่า ( Evaluation) วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ประกอบการตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและเกณฑ์ที่แน่ชัด
พอที่จะเปรียบเทียบกันได้ว่า รู้ตาม นั้นเป็นความรู้ระดับที่ ๑ และ ๒ ของ Bloom นั่นคือ ความรู้ที่เกิดจากความจำ (knowledge) จนถึง ความเข้าใจ (Comprehend) รู้จริง นั้นเป็นความรู้ระดับที่ ๓ และ ๔ ของ Bloom นั่นคือ การประยุกต์ (Application) จนถึง การวิเคราะห์ ( Analysis) สามารถแก้ปัญหา ตรวจสอบได้ ส่วน รู้แจ้งแทงตลอด นั้นเป็นความรู้ระดับที่ ๕ และ ๖ ของ Bloom นั่นคือ การสังเคราะห์ ( Synthesis) สามารถนำส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นรูปแบบใหม่ได้ให้แตกต่างจากรูปเดิม เน้นโครงสร้างใหม่ และ การประเมินค่า ( Evaluation) วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ทีนี้จะมาดูว่า ระดับความรู้แค่ไหน ถึงจะพอที่จะสอบเข้าเตรียมทหารได้ ตอบได้เลยว่า อย่างน้อยจะต้องอยู่ในระดับ รู้จริงขึ้นไป ทีนี้ถ้าจะให้ รู้จริง จะต้องทำอย่างไร? แน่นอนนะครับว่า เราจะต้องรู้ตามเสียก่อน การเรียนรู้ตามนั้น ทำกันอยู่แล้ว โดยมากในระบบการศึกษาของเรา ไปเรียนจากครู หรือ ไปอ่านหรือท่องตามตำรา การไปเรียนตามโรงเรียนกวดวิชาต่างๆ นั้นเป็นการเรียนรู้ตาม อยู่นะครับ พ่อแม่บางท่าน เข้าใจผิดคิดว่าการที่ไปลงเรียนที่นั่นที่นี่ เรียนเยอะแยะไปหมด คิดว่าลูกน่าจะเก่งน่าจะได้ เข้าใจผิดแล้วครับ นั่นเป็นการเรียนรู้ตามเท่านั้นเอง เป็นความจำเป็นส่วนใหญ่ หาเทคนิคท่องกันไป คือหาเทคนิคที่จะจำกันเป็นส่วนใหญ่ หากได้อาจารย์ดีๆที่รู้แจ้งแทงตลอด สามารถถ่ายทอดได้ดี เราก็เรียนรู้ตามได้ดี ได้เร็ว สามารถไปอีกขั้นได้ ทีนี้เราจะรู้จริง นั้นทำอย่างไร? การรู้จริงนั้น เราจะต้องลงมือทำเอง จะต้องฝึกฝนเอง จะต้องคิดเอง เป็นการต่อยอดความรู้ ความคิดที่ได้มาจากการเรียนรู้ตามนั่นเอง ในตอนแรกๆ นั้นจะยากมาก ไม่สามารถจะเริ่มต้นได้ เราต้องเข้าใจและก็ยอมรับความยุ่งยากตรงนี้ ทุกคนก็ต้องผ่านช่วงเวลายุ่งยากนี้ทุกคน อย่าเพิ่งท้อ ตอนนี้แหละที่เราต้องใช้อิทธิบาทสี่เข้ามาช่วยเป็นการเฉพาะ ต้องรู้จักตนเองให้มาก ให้ทะลุปรุโปร่งและก็ยอมรับตัวเอง ปรับแก้กันไป อะไรทำได้ ทำไม่ได้ จะแก้อย่างไร จะปรับอย่างไร ไม่มีใครเกิดมาแล้วทำได้เลย อย่างที่บอกแต่แรกว่า เราต้องให้เวลากับตรงนี้ให้มาก การไปนั่งเรียนทุกวันจนไม่มีเวลาว่างกับการทบทวนฝึกฝนนั้น เป็นการเรียนที่ผิดนะครับ ขอเตือนทุกท่านไว้ด้วย การให้เวลาฝึกฝน ทบทวน วิเคราะห์ สังเคราะห์ จนเกิดความเชี่ยวชาญชำนาญมากขึ้นไปเรื่อยๆ หาเหตุผล หาแนวทาง ถ้าได้อาจารย์ดีที่รู้แจ้งแทงตลอด ไม่ได้จำมาสอน แล้วนักเรียนก็จะได้มีโอกาสสนทนา ตอบโต้ ได้เทคนิค ความรู้เพิ่ม นำไปฝึกฝนทำด้วยตนเอง เมื่อติดขัดก็วิเคราะห์ตนเอง วิเคราะห์ปัญหา พยายามแก้ หากแก้ไม่ได้ก็ถาม ก็ถกกับอาจารย์ที่รู้แจ้งแทงตลอด แล้วนำไปฝึกฝนด้วยตนเองต่อ เมื่อทำไปมากเข้า ก็จะสามารถทำได้ด้วยตนเอง รู้จริง รู้แจ้งแทงตลอดด้วยตนเองในที่สุด ถ้าหากย้อนกลับไปศึกษาพุทธประวัติแล้ว จะเห็นว่าพระองค์ท่านต้องไปเรียนรู้ตามจากอาจารย์ท่านอื่นก่อน แล้วค่อยมาฝึกฝนตามจนได้ความรู้จริงตามอาจารย์แต่ละท่าน จนรู้แล้วว่ายังไม่ใช่ทางที่จะแก้ทุกย์ พระองค์จึงต้องปรับแก้ ทบทวน เปลี่ยนแนวทาง แล้วทำความเพียรด้วยตนเองในแนวทางใหม่ จนบรรลุอรหันต์ในที่สุดด้วยตัวเอง หากว่าเราอยากสอบได้ เราก็ต้องทำตามนี้ และที่ To Be Pre-Cadet เราก็จะให้นักเรียนทำตามแนวทางนี้ทุกคนครับ |