Main Menu
Polls
ถ้าเลือกได้ ท่านจะเป็นนักเรียนเหล่าไหน?
 
Login Form



PTT Oil Price
Bangkok Bank Currency Exchange Rate Thai
Welcome to the Frontpage
การเรียนให้ได้ดีต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A.Somkiat Sampan   
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2009 เวลา 05:35 น.

การเรียนให้ได้ดีต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง

การเรียนให้ได้ดีนั้นนักเรียนต้องทุ่มเทวิริยะอุตสาหะมุ่งมั่นตั้งอกตั้งใจเรียนเอามากๆ ทีเดียว นักเรียนแทบจะทุกคนอยากจะเรียนให้ได้ดีมีอนาคตที่รุ่งเรือง แต่ทำไมนักเรียนทุกคนทำกันไม่ได้? สงสัยไหมครับ?
อาจารย์สังเกตจากตัวเอง จากนักเรียนที่สอบได้ จากเพื่อนเก่าๆของอาจารย์เอง จากนักเรียนที่สอบไม่ได้ จากสภาพแวดล้อมที่ผ่านมาและที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้นั้น ก็พอจะวิเคราะห์ออกมาได้ว่า การมีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นคุณสมบัติแรกของการเรียนให้ได้ดีมีความสำเร็จ เพื่อนของอาจารย์ที่เคยเรียนที่ต่างจังหวัดมาด้วยกันจะมีความมุ่งมั่นขยันอดทน พัฒนาตนเองตลอดด้วยจิตใจที่เข้มแข็งอดทน จนสอบเข้าเตรียมทหารแล้วเรียนจนได้ที่ ๑ ติดแผ่นทองและได้ทุนไปเรียนต่อจนจบปริญญาเอก นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนทีเดียวว่าการมีจิตใจที่เข้มแข็งแน่วแน่นั้นจะทำให้เกิดความมุ่งมั่น เรียนแบบกัดไม่ปล่อย ไม่มีการวอกแวก ไม่มีจิตใจของผู้แพ้ ไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้ สู้กับตัวเองสู้กับอุปสรรคขวากหนามที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ฟันฝ่าไปให้ถึงจุดหมาย ล้วนแล้วแต่ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง ดั่งที่พุทธพจน์ที่ว่าทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ ตัวอาจารย์เองก็เป็นในแนวนี้เช่นกัน แต่อาจจะเดินทางสายกลางมากกว่าท่าน จึงประสบผลสำเร็จใกล้เคียงกันเท่านั้น ทีนี้มาลองทำตามคำแนะนำของอาจารย์ดู มาฝึกใจให้เข้มแข็งกันนะครับ
ข้อแรก ต้องเชื่อก่อนว่าใจเรานี้มีอิทธิพลสูงสุดต่อตัวเรา ใจเรานี้นั้นธรรมชาติได้ให้อำนาจมากับเรา ที่จะสามารถเลือกด้วยใจได้เอง ทุกคนสามารถเลือกได้ว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร หากลืมตามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนเป็นปรกติดีแล้วย่อมเลือกได้เองทั้งสิ้น บางคนอาจจะเถียงว่าเลือกไม่ได้ ถูกสภาวะแวดล้อมบังคับ ที่คิดอย่างนั้นไม่ถูก ถึงแม้ว่าจะถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ตัดสินใจไป แต่คิดดูให้ดีไม่ใช่เพราะตัวเรารึ ที่นำพาตัวเราเองไปสู่จุดนั้น
ข้อที่สอง ต้องทำใจให้เป็นกลางไม่เข้าข้างตนเอง ว่ากันไปตามความเป็นจริงที่เราจะมีปัญญาคิดได้ ขออย่าคิดเข้าข้างตนเองเป็นพอ
ข้อที่สาม ต้องเชื่อในเหตุ-ผล หมั่นฝึกฝนตนเองหาเหตุ หาผลของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ด้วยใจที่เป็นธรรมตามข้อสอง 
ข้อที่สี่ ฝึกตนเองให้มีสติรู้ตัวตลอด ติดตามความคิด คำพูด การกระทำของตนเองตลอด ทั้งการเรียนทั้งชีวิตประจำวัน หมั่นตรวจทาน ปรับปรุงแก้ไขตัวเองอยู่เสมอ
ข้อที่ห้า ฝึกฝนหักห้ามใจตนเองอยู่เป็นประจำ อย่าปล่อยให้ตนเองตามใจตนเองมากนัก หัดฝืนใจทำในสิ่งที่ให้ผลดีกว่า ถึงแม้ไม่ถูกใจแต่ถูกต้อง ควรจะเป็น ควรจะทำมากกว่า ข้อนี้รวมไปถึงการฝึกสมาธิ ตัดใจไม่คิดฟุ้งซ่านด้วยนะ
ข้อที่หก เชื่อมั่นในกฎที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราล้วนแล้วแต่มีผลมาจากเราทั้งสิ้นและเชื่อมั่นในการทำความดี มีจิตใจที่เบิกบานเมื่อได้ทำความดี มีกำลังใจเต็มร้อย
ข้อที่เจ็ด ฝึกฝนตนเองด้วยการทำตามข้อหนึ่งถึงหก กับการเรียน กับชีวิตประจำวันของตนเอง ทำทุกวัน อาจจะลองฝึกทำกับของง่ายๆ ที่เห็นผลทันตาก่อนก็ได้ ทำให้ครบถ้วนแล้วจะเห็นผลว่าเป็นอย่างไร หากได้ผลดีก็ค่อยขยายผลต่อไป อย่าลืมนะครับฝึกคิดฝึกทำทุกว้น
ตัวอย่างที่ใกล้ตัว การสอบเข้าเตรียมทหารที่จะถึงนี้ ข้อแรก ใจเราต้องสู้ ใจเราต้องเลือกที่จะเรียนให้หนัก เลือกที่จะเตรียมการให้ดีมากกว่าจะเลือกเล่นเกมส์ วิเคราะห์ตัวเองด้วยใจเป็นกลางว่าตัวเราอ่อน ตัวเราเก่งเรื่องอะไร อะไรที่ยังไม่รู้เรื่องก็ต้องทำให้รู้เรื่อง ไม่เข้าข้างตนเองว่ารู้แล้ว เก่งแล้ว แต่แท้ที่จริงไม่รู้อะไรสักอย่าง ต้องมีใจเป็นกลาง ไม่หลอกตัวเองตามข้อสอง หากจะสอบได้เราต้องเก่งจริงๆ จะสอบได้เราต้องทำข้อสอบได้เยอะๆ เราต้องมุ่งไปที่ทำเหตุนั้นให้ดี หาเหตุหาผล หาสาเหตุว่าข้อนี้เรื่องนี้ทำไมเราถึงทำไม่ได้ ทำตามข้อสาม หากวันนี้เรายังติดเล่นเกมส์อยู่ก็ต้องมีสติยั้งคิด ตอบคำถามด้วยเหตุผลดีๆ สิว่าเรายังเล่นเกมส์อยู่นี่นะ แล้วเราจะสอบได้ไหม ต้องฝึกถาม-ตอบตนเองให้ได้ หาเหตุผลดีๆ ที่ไม่เข้าข้างตนเองตามข้อสอง ดูสิว่าจะมีเหตุผลดีแค่ไหนที่เราจะเลือกทำในสิ่งนั้นสิ่งนี้ หากเรายังเลือกที่จะเล่นเกมส์ นั่นเป็นเพราะว่าเราเลือกที่จะเสี่ยงกับการสอบเข้าเตรียมทหารไม่ได้ ว่ากันด้วยเหตุและผล ที่ว่ามานี้เราว่ากับตัวเองนะครับ ฝึกตัวเองนะครับ ไม่ได้ไปตอบคำถามของใครหรอก ตอบตัวเราเองนี่แหละ ถ้าจะอายก็อายตัวเราเองนี่แหละ ถ้าจะสาแก่ใจที่เลือกทำผิดก็สาแก่ใจตัวเองนี่แหละที่เลือกอย่างนั้น ก็ต้องฝึกหักห้ามใจตามข้อห้า ฝึกฝืนใจไม่เล่นเกมส์ดู ดูสิว่ามันจะตายแดดิ้นลงไปไหม ในขณะฝืนใจตัวเองก็อย่าลืมสังเกตใจตัวเองด้วยว่าเป็นอย่างไร เมื่อลองทำได้ครั้งหนึ่ง เราก็จะมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้น ทำได้หลายๆครั้ง เราก็จะบังคับวิถีชีวิตของเราเองได้ แล้วฝืนใจไปอ่านหนังสือเตรียมสอบดู หากทำไม่ได้ลองหาเหตุผลดูว่าทำไมต้องทำอย่างนี้ ทำไมถึงไม่ทำอย่างนั้น หาคำตอบที่ดีๆ ให้ตนเองให้ได้ เมื่อฝืนใจอ่านหนังสือได้บ่อยๆ เราก็จะเกิดความเชื่อมั่นในผลที่เกิดขึ้น หากมีผลทันตาเห็นก็จะยิ่งเชื่อมั่นว่าเป็นผลที่เราทำเอง หมั่นทำทุกวัน เราก็จะพร้อมมากขึ้นทุกวัน สิ่งที่เราไม่รู้ก็จะยิ่งลดน้อยลงไปทุกวัน การที่เราจะสอบได้ก็จะใกล้ความจริงขึ้นมาทุกวันเช่นกัน อย่าลืมนะครับว่า การเดินทางไกลแค่ไหน ก็ต้องเริ่มต้นเดินทางด้วยกันทั้งนั้น ขอให้มุ่งมั่นทำไป ทำทุกวัน อย่าใจร้อนอยากเห็นผลทันตา เราต้องยอมรับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มันค่อยเป็นค่อยไป ได้ผลแน่นอน ตามข้อหก
เมื่อตอนเด็กๆ อาจารย์จะฝึกฝนตนเองให้คิดแก้ปัญหาโจทย์เกี่ยวกับการเรียนตลอดเวลา โจทย์คณิตศาสตร์บางข้อ ในตอนนั้นจะคิดหาเหตุหาผล หาคำตอบ บางที่เป็นวัน เพราะค่อยคิดค่อยทำทีละเล็กละน้อย พอเรียนวิชาอื่นเราก็หยุดคิดแก้โจทย์ พอว่างเว้นจากวิชาอื่น เราก็กลับมาคิดต่อ หัดเป็นนักคิด เมื่อคิดได้จึงจะไปดูเฉลยว่าถูกต้องไหม วิธีการเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร วิธีไหนเข้าท่ามากกว่ากัน อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ต้องลองทำดู เมื่อได้เคยทำแล้วมันก็จะง่าย ขอให้กำลังใจนะครับ เริ่มทำเสียตั้งแต่วันนี้ที่มีโอกาส ก่อนที่จะโอกาสนั้นจะหมดไป

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2009 เวลา 07:42 น.
 
คุณธรรมสำคัญที่ถูกลืมไป PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A.Somkiat Sampan   
วันอังคารที่ 01 ธันวาคม 2009 เวลา 21:25 น.
คุณธรรมสำคัญที่ถูกลืมไป
นอกจากคุณธรรม 8 ประการที่เรามุ่งปลูกฝังกันแล้ว ยังมีอีกคุณธรรมที่ขาดหายไปในสังคมไทย พวกเราไม่ได้เน้นการปลูกฝังอบรมเยาวชนของเรากันเลย นั่นคือคุณธรรมที่พวกเราที่เป็นคนธรรมดาสามัญ เดินดินกินข้าวพึงจะทำกันได้ ไม่ต้องบวช หรือต้องมุ่งปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมขั้นไหนก่อน ไม่ต้องซื้อหา เพียงแค่เรานำไปปฏิบัติ ปฏิบัติง่ายๆ ในชีวิตประจำวันของเรานี่แหละ พอแล้ว  ขอแค่นี้ พวกเราก็จะอยู่ด้วยกันอย่างดีมีความสุข สงบร่มเย็น น่าอยู่ ไม่ต้องเครียดกับปัญหาที่บ้านเมืองเรามีอยู่ในขณะนี้ นั่นเพราะเราลืมคำสอนที่พระพุทธองค์ได้สอนไว้ ถ้ารักจะเป็นคนธรรมดาสามัญ เดินดินกินข้าวแกง ก็ควรจะประพฤติปฏิบัติธรรมกันมั่ง นั่นคือ ฆราวาสธรรมนั่นเอง

      ฆราวาสธรรม หมายถึง หลักธรรมสำหรับผู้ครองเรือน ที่จำเป็นต้องมีอยู่ประจำ เพื่อเสริมให้มีความสุขยิ่งขึ้น  มี ๔ ประการ คือ

 ๑. สัจจะ

        คือ ความจริง ดำรงมั่นอยู่ในสัจจะ ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง เป็นเหตุนำมาซึ่งความเชื่อถือ หรือไว้วางใจได้

อานิสงส์ของการมีสัจจะ - ปลูกนิสัยความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นคนหนักแน่นมั่นคง - มีความเจริญก้าวหน้าในการประกอบหน้าที่การงาน - ได้รับการเคารพยกย่อง - มีคนเชื่อถือ และยำเกรง - ครอบครัวมีความมั่นคง - ได้รับเกียรติยศชื่อเสียง

โทษของการขาดสัจจะ- ปลูกนิสัยขาดความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นคนเหลาะแหละ - พบแต่ความตกต่ำ - มีแต่คนดูถูก - ไม่มีคนเชื่อถือ - ไม่สามารถรองรับความเจริญต่างๆ ได้ - ไร้เกียรติยศชื่อเสียง

๒. ทมะ

        คือ ฝึกตน ปรับปรุงตน บังคับควบคุมตนเองได้รู้จักปรับตัว และแก้ไขปรับปรุงตน ให้เจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ รวมทั้งการยอมรับและแก้ไขสิ่งบกพร่องของตนด้วย

อานิสงส์ของการมีทมะ - ปลูกฝังนิสัยรักการฝึกฝนตนให้เกิดขึ้นในตัว - ทำให้เป็นคนมีความสามารถในการทำงาน - ไม่มีเวรกับใคร - ยับยั้งตนเองไม่ให้หลงไปทำผิดได้ - สามารถตั้งตัวได้ - มีปัญญาเป็นเลิศ

โทษของการขาดทมะ - ขาดนิสัยรักการฝึกฝนตนเอง - ทำให้ขาดความสามารถในการทำงาน - สามารถหลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย - จะเกิดการทะเลาวิวาทได้ง่าย - จะจมอยู่กับอบายมุข - ครอบครัวเดือดร้อน - ไม่สามารถตั้งตัวได้ - เป็นคนโง่เขลา

๓. ขันติ

        คือ อดทน อดทนต่อความหนาว ร้อน หิว กระหาย ทนตรากตรำ ทนต่อความเจ็บใจ ทนข่มอารมณ์ของตนได้ ทนต่อความยั่วยวนต่าง ๆ อดทนต่ออำนาจฝ่ายต่ำ อดทนต่อการทำการงาน

อานิสงส์ของการมีขันติ - ปลูกฝังนิสัยการอดทนต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ - ทำงานได้ผลดี - สามารถเป็นหลักในครอบครัวได้ - สามารถเป็นหลักให้กับบริวารได้ - ไม่มีเรื่องวิวาทกับคนอื่น - ไม่หลงผิดไปทำความชั่วได้ - ทำให้ได้ทรัพย์มา

โทษของการขาดขันติ - ไม่สามารถอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ - เป็นคนจับจด ทำงานคั่งค้าง - ไม่สามารถเป็นหลักให้ครอบครัวได้ - หลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย - ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น - เต็มไปด้วยศัตรู - ขาดความเจริญก้าวหน้า - ทำให้เสื่อมจากทรัพย์

๔. จาคะ

        คือ เสียสละ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ช่วยเหลือบำเพ็ญประโยชน์ สละความโกรธ ความเห็นแก่ตัว มีใจกว้างร่วมงานกับคนอื่นได้ สละอารมณ์ขุ่นมัวภายในจิตใจได้

อานิสงส์ของการมีจาคะ - ปลูกฝังการมีอารมณ์ผ่องใสและนิสัยเสียสละให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ตนเอง - เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป - ครอบครัวและสังคมเป็นสุข - มีกัลยาณมิตรรอบตัว

โทษของการขาดจาคะ - ปลูกฝังความตระหนี่ให้เกิดขึ้นในใจ - ได้รับคำครหาติเตียน - เป็นทุกข์ใจ - ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ สรุปแล้วโทษของการขาดฆราวาสธรรมโดยรวมก็คือ เมื่อขาดสัจจะย่อมเกิดปัญหา ถูกหวาดระแวง เมื่อขาดทมะย่อมเกิดปัญหาความโง่เขลา เมื่อขาดขันติย่อมเกิดปัญหาความยากจน และเมื่อขาดจาคะย่อมเกิดปัญหาความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นในสังคม

ความสำคัญของหลักธรรม 4 ประการ ที่มีต่อการสร้างตัวนี้ พระพุทธองค์ถึงกับท้าให้ไปถามผู้รู้ท่านอื่นๆ ว่า มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างเกียรติยศให้คนเราได้เท่ากับการมี "สัจจะ" หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างปัญญาให้คนเราได้เท่ากับการมี "ทมะ" หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างทรัพย์สมบัติให้คนเราได้เท่ากับการมี "ขันติ" หรือไม่ มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สร้างหมู่มิตรให้คนเราได้เท่ากับการมี "จาคะ" หรือไม่
การที่พระพุทธองค์ทรงท้าให้ไปถามผู้รู้อื่นๆ อย่างนี้ก็หมายความว่า ไม่มีธรรมะใดๆ ที่จะใช้สร้างตัวให้ประสบความสำเร็จได้ยิ่งกว่าการสร้างสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะให้เกิดขึ้นในตนอีกแล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ คนที่จะยืนหยัดผ่านอุปสรรคต่างๆ ในโลกนี้ไปจนกระทั่งพบความสำเร็จได้นั้น เขาต้องสร้าง "ฆราวาสธรรม" ให้เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานประจำตนก่อนนั่นเอง เพราะฉะนั้น ความหมายที่แท้จริงของ ฆราวาสธรรม คือ คุณสมบัติของผู้ที่สามารถสร้างเกียรติยศ สร้างปัญญา สร้างทรัพย์สมบัติ และสร้างหมู่ญาติมิตรให้เกิดขึ้นได้สำเร็จด้วยกำลังความเพียรของตน
ทุกวันนี้เด็กๆ หรือผู้ใหญ่ในสังคมไม่เห็นความสำคัญของสัจจะกันเลย เอาแต่โกหก พูดไม่จริงเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ ไม่ยอมรับความจริงกันเลย จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่จะพูดไม่จริงกัน หากถามเด็กว่า ทำไมมาสาย ก็มักจะมีข้ออ้างว่า รถติดมั่ง ตื่นสายบ้าง พอถามถึงการบ้านก็บอกว่าลืมครับ ลืมเอามาบ้าง ล้วนแล้วแต่การพูดไม่จริงเพื่อเอาตัวรอด อ้างโน่นอ้างนี่สารพัด ก็จะกลายเป็นคนเชื่อถือไม่ได้ ไม่รักษาคำพูด ไม่มีความรับผิดชอบ ในที่สุด บ้านเมืองวุ่นวายทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจาก การไม่มีสัจจะ การไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น หากโดนจับได้ก็จะไม่ยอมรับกันง่ายๆ สร้างหลักฐานเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีกันทั่วทุกหัวระแหง จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา กลายเป็นเรื่องปกติ ผู้ใหญ่ก็ไม่สามารถจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กๆ ได้ ก็คงต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ ทำให้ดี ทำให้ได้ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจ ทำให้ครบทุกข้อ จะได้พลเมืองที่ดีมีคุณภาพ บ้านเมืองจะได้ร่มเย็นเป็นสุขสืบไป

แหล่งอ้างอิง

http://th.wikipedia.org/wiki/

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2009 เวลา 10:02 น.
 
คุณธรรมที่ขาดหายไปของเด็กไทย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย A.Somkiat Sampan   
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2009 เวลา 23:41 น.
คุณธรรมที่ขาดหายไปในสังคมไทย
เมื่อมาวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหาความปั่นป่วนวุ่นวายของบ้านเมืองเราในสมัยนี้นั้น สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าเราไม่ได้เน้น เราไม่ได้ปลูกฝังเด็กๆ กันอย่างจริงจัง ไม่มีแม้ในคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ นั่นคือ ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น เราต้องยอมรับกันตรงๆ ว่าเรา... คนไทย ละเลยตรงนี้ไปจริงๆ สิ่งที่สะกิดใจให้คิด มาจากการสังเกตเด็กนักเรียนที่สอบเข้าเตรียมทหารได้ มีคุณสมบัติประการหนึ่งที่คล้ายๆ กันคือความรับผิดชอบต่อตนเองได้ในเรื่องการเรียน พ่อแม่ยุคนี้เอาใจใส่ลูกมาก รักลูกมาก มากเกินไปด้วยซ้ำ เมื่อมองๆ เด็กๆสมัยนี้ แต่ละคนขาดความรับผิดชอบมากๆ มีผู้ปกครองท่านหนึ่งมาปรึกษาหารือเกี่ยวกับลูกตัวเอง บ่นให้ฟังถึงความไม่ขยันขันแข็ง ขี้เกียจไม่ตั้งใจเรียนเลย ใกล้สอบทีไรต้องคอยบังคับให้อ่านหนังสือ ลงทุนสมัครเรียน ป.โทเองเพื่อเรียนเป็นเพื่อนลูก จะได้อ่านหนังสือด้วยกัน....พยายามช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูเหมือนว่าทุกคนต้องเรียนหนังสือ แต่ปรากฏว่าลูกๆ เข้านอนก่อนเสมอ ปล่อยพ่อแม่อ่านหนังสือไป ลูกง่วงแล้ว ขอนอนก่อน... พอสืบสภาพเข้าจริงๆ ปรากฏว่าลูกได้รับการเอาใจใส่อย่างดี ลูกๆ ไม่ต้องรับผิดชอบงานอย่างอื่นใดนอกจากการเรียนหนังสือ ...ชีวิตมีความสมบูรณ์พูนสุข ไม่ต้องกังวลอะไรในชีวิต ถามว่าลูกเคยต้องอดข้าวไหม ? ไม่เคยเลยในชีวิตนี้ หิว...ก็ร้องหาแม่ ทำอะไรไม่ได้ ... ก็ร้องหาพ่อ ทำอะไรผิดพลาด ไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ...ก็มองหาแพะรับปาบ มองหาแต่ข้อแก้ตัว ไม่รับผิดชอบกับการกระทำของตนเองเลย นับได้ว่า ไม่ทันสมัยเลยในด้านสังคมวัฒนธรรม  เราอาจจะเข้าใจกันผิดไปกับคำว่าทันสมัย คิดว่าการเจริญทางวัตถุเทคโนโลยีนั้นเป็นการทันสมัยแล้ว แต่ที่จริงแล้ว นอกจากความทันสมัยทางด้านวัตถุเทคโนโลยีแล้ว ยังมีความทันสมัยในด้านสังคมวัฒนธรรม อันได้แก่ความสงบเรียบร้อยของสังคม ทุกคนมีจิตใจสูง เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทุกคนในสังคมพร้อมที่จะเสียสละความเป็นส่วนตนให้แก่ส่วนรวม มีความเป็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เรียกว่าทำตัวเองให้ห่างหรือแตกต่างจากสัตว์เดรฉานให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการกินการนอน ความเป็นอยู่ที่เป็นวัฒนธรรม นี่คือความทันสมัยทางด้านสังคม ที่จริงแล้วในด้านจิตใจเมืองไทยเราเคยมีความทันสมัยมาก แต่เดี๋ยวนี้เราล้าสมัยไปมากแล้ว ความทันสมัยอีกอย่างหนึ่ง คือ ความทันสมัยทางด้านการเมือง หากเรามองดูสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่าง เขาแบ่งขั้วการเมืองเป็นสองฝ่ายที่แน่นอนมานานแล้ว เคยเข้าห้ำหั่นกันจนเกิดสงครามกลางเมือง ล้มหายตายจากกันหลายล้านคน เมื่อเขาได้คิด เขาก็พัฒนาขึ้นจนไม่เคยปรากฏว่าจะห้ำหั่นกันอีกจนบ้านเมืองพัง บ้านเมืองเขาเจริญแล้ว ก่อนเลือกตั้งเล่นกันแรงๆ แต่พอรู้ว่าแพ้เขาก็หยุด ไปแสดงความยินดีกับคู่แข่ง บางคนเข้าร่วมกันทำงานเป็นทีมเดียวกันหลังเลือกตั้งอีกต่างหาก นั่นคือความทันสมัยทางด้านการเมือง หันกลับมามองบ้านเรามั่ง จะเห็นว่าได้เอาความเจริญทางด้านเทคโนโลยีเข้ามา ทำให้ข้อมูลข่าวสารกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง เร็วมาก เหมือนกับว่าแทบทุกคนจะรู้ จะเห็นแทบจะพร้อมกัน ข้อมูลจริง หรือข้อมูลเท็จ ล้วนแล้วแต่มาไว กระจายออกไปในวงกว้างเหมือนกัน ในสังคมไทยด้วยแล้วมักจะพิพากษาคนไปก่อนแล้ว หากใช้เทคโนโลยีในการตอกย้ำด้วยข้อมูลข่าวสารจริงบ้างเท็จบ้าง หากไม่ตั้งสติให้ดี ก็จะทำให้เชื่อตามที่ได้รับมา จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ ความเชื่อเหนือความจริง หลงเชื่อไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะผิดไปจากความจริงแต่เชื่อไปแล้ว จะทำให้ไม่ไตร่ตรองหาเหตุผลหรือหาความจริงกันอีก เรียกว่าปิดหูปิดตา ไม่ยอมเปิดใจรับฟังใครอีก นี่คือปรากฏการณ์ที่เมืองไทยเราประสบอยู่ เอาง่ายๆ ว่า หากมีสิ่งที่ดีๆ กับสิ่งที่เลวๆ เข้ามาหาเราในอัตราเร็วที่เท่าๆ กันแล้วคนเราจะโน้มเอียงไปทางไหน ดังนั้น ต้องตั้งหลักให้ดีนะครับ ลูกหลานเราจะดีจริง แน่จริง เก่งจริงได้นั้น อันดับแรกต้องปลูกฝังความรับผิดชอบให้ได้ ต้องค่อยๆ มอบหมายความรับผิดชอบให้กับพวกเขา ทีละเล็กละน้อย ให้สมกับวัยวุฒิที่เขามีอยู่ เด็กอเมริกันต้องนอนคนเดียวตั้งแต่คลอด ต้องรับผิดชอบตนเองมาตั้งแต่ต้น วัดกันตัวต่อตัว จะเห็นความคิดความอ่านความรับผิดชอบต่างจากเด็กไทยเรามาก อยากได้มือถือ ก็ต้องไปทำงานล่วงเวลา ตามแม็คโดนัล หาเงินมาซื้อ หาเงินมาจ่ายค่าโทรศัพท์ ผิดกับเด็กของเรา 100 ทั้ง 100 แบมือขอเงินไปซื้อ ไปจ่าย รับผิดชอบอะไรตรงไหน? จนสุดท้านอนาคตตัวเองก็ยังไม่รับผิดชอบ ให้เป็นภาระรับผิดชอบของพ่อแม่ แท้จริงแล้ว เริ่มต้นที่พ่อแม่ไม่ได้ปลูกผังความรับผิดชอบให้แก่ลูกมาก่อนนั่นเอง
อ.สมเกียรติ

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 03:33 น.
 
ความเครียดกับการเตรียมตัวสอบ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.สมเกียรติ   
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 03:23 น.
ความเครียด กับการเตรียมตัวสอบ
     เมื่อเวลาที่คืบคลาน ใกล้เข้ามาของการสอบแข่งขันเข้าโรงเรียนที่เราชอบ มุ่งหวังอย่างเต็มเปี่ยม อาจทำให้หลายคนเครียด วิตกกังวลว่าจะสอบไม่ได้ บางคนกังวลมาก เคร่งเครียดมากจนนอนไม่หลับ บางคนกินไม่ได้ อยู่ในวังวนของความวิตกกังวล จนผ่ายผอม ซูบซีด สมองก็ไม่แจ่มใส คิดอะไรมันก็ตื้อๆ คิดไม่ออก หากต้องการรายละเอียดเรื่องโรคเครียดลองคลิ้กไปดูได้นะครับ 
     ทีนี้ รู้แล้วว่าเรามีความเครียด แล้วเราจะจัดการ หรือควบคุมความเครียดนี้ได้อย่างไร? วิธีการที่จะแนะนำต่อไปนี้มาจากประสบการณ์ของอาจารย์เองนะ ลองฟังดูแล้วไปปรับใช้ ไม่เสียหาย อาจารย์จะมุ่งแก้ที่เหตุ มุ่งแก้ที่จิตใจ เริ่มจาก การทำใจให้ยอมรับตัวเองก่อนว่ากำลังเครียดอยู่ เมื่อยอมรับแล้วว่าตนเองเครียดอยู่ จากนั้นก็ทำใจให้เป็นกลาง ไม่เข้าข้างตนเอง แล้วหาสาเหตุที่มาของความเครียดนั้น ส่วนมากในอายุเท่าๆ เรานี้มักมีสาเหตุมาจากความกลัวว่าจะสอบไม่ได้ บางคนกลัวว่าสอบตก เราต้องเข้าใจนะครับว่า ความกลัวว่าจะสอบตก กลัวว่าจะสอบไม่ได้นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ปนกัน อยู่ที่ตัวเราจะพลิกแพลงนำเอาความกลัวที่ว่ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร เมื่อตอนเป็นเด็กจะใช้ความกลัวนี้เป็นตัวผลักดันตัวเองให้มีความมานะพยายามตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เรียนจนสามารถกำหนดอนาคตที่ดีให้กับตัวเองได้ จะหล่อเลี้ยงความกลัวนี้ไว้เสมอ เอาไว้เตือนตัวเองเวลาขี้เกียจอ่านหนังสือ เพียงแต่ว่าอย่าให้มากเกินไปจนเป็นผลร้ายต่อสุขภาพกายสุขภาพใจของเรา เมื่อเราเครียดเพราะว่าเรากลัวว่าจะสอบไม่ได้ ขั้นต่อไปคือการหล่อเลี้ยงความกลัวนี้ไว้อย่าให้มากเกินไป อย่าให้น้อยเกินไปจนไม่ใส่ใจสนใจกับการเตรียมตัวสอบอีก การไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนกับอนาคตตัวเองอย่างนี้ก็ไม่ดีนะครับ การจะหล่อเลี้ยงความเครียดวิตกกังวล เรียกว่าอยู่กับมันได้อย่างดีนั้น จะทำอย่างไร? เมื่อเรามีใจที่ยอมรับมันแล้วว่าอย่างไงก็ต้องมีบ้าง ขั้นต่อไปก็ต้องหาเกราะป้องกันอย่าให้มันมีพิษสงกับเรา นั่นคือ ต้องมีใจที่เข้มแข็ง มีจิตที่แก่กล้า นั่นหมายความว่า เมื่อเราเห็นว่ามันจะมากเกินไปแล้วเราต้องตัดใจไม่คิดถึงมัน ตัดใจไม่กังวลมัน เมื่อนั้นเราก็ต้องมีจิตใจที่แกร่งพอที่จะทำได้ นั่นมาจากประสบการณ์ที่ใจเรามีมาก่อน เรียกว่าผ่านการฝึกฝนอบรมจิตใจเรามาก่อนนั่นเอง การฝึกจิตใจตรงนี้ หมายถึงการฝึกสมาธินั่นเอง หากมองให้ดี การฝึกสมาธินั้น เป็นการฝึกจิตใจของเราให้หยุดนิ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ นั่นเอง จะฝึกด้วยวิธีไหนก็ล้วนแล้วแต่เป็นการหยุดความฟุ้งซ่าน คิดโน่นคิดนี่ รวมไปถึงการวิตกกังวลที่ว่านี้ด้วยแหละ วิธีที่อาจารย์ใช้มาตลอดชีวิตนั้นเป็นการทำสมาธิแบบธรรมชาติง่ายๆ จะทำสมาธิบ่อยๆ จะทำงานอ่านหนังสือ ฯลฯ เป็นปรกติเพียงแต่ว่าจะฝึกจิตเราไปด้วย ทำทุกครั้งที่ต้องการ หรือทำได้ทุกที่ทุกเวลาที่มีสติรู้ตัวจะต้องทำ ทำวันละเล็กละน้อย ตอนเป็นเด็กๆ ยังเคยใช้การเพ่งมองจุดเล็กบนกระดานดำเพื่อเอาจิตตนเองไปหยุดอยู่กับสิ่งนั้น เพราะตอนนั้นคิดว่าจะนั่งสมาธิหลับภาวนาในห้องเรียนก็คงทำไม่ได้ เพื่อนๆ คงหมั่นไส้เอาแน่ แต่เพราะเห็นความสำคัญของการทำสมาธิ จึงคิดหาวิธีแบบนั้น เมื่อโตขึ้นไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ก็รู้ว่าเราทำมาถูกแล้ว อาจารย์จะไม่ห่วงว่าจะต้องได้สมาธิขั้นนั้นขั้นนี้ ไม่ต้องการว่าเมื่อออกจากการนั่งสมาธิแล้วกลับออกมาเป็นคนดิบๆ กันอีก พอไปนั่งทีก็สุขใจที่ได้สงบ แต่พอกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงกลับสู้มันไม่ค่อยได้ จึงคิดว่าทำไปอย่างนี้แหละ วันละเล็กละน้อย ทำแบบตาเปิดๆ นี่แหละ ทำสมาธิไปกับการเรียน การสอน การทำงาน ฯลฯ ยิ่งทำก็ยิ่งมีจิตใจที่เข้มแข็ง หากเจริญสติกำกับดูแลตัวเองด้วยแล้ว จะทำให้เรารักษาตัวเองให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นได้ เมื่อเรามีจิตใจที่เข้มแข็งเราก็จะสามารถตัดใจกับความกังวล ตัดใจไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน ส่วนใหญ่คนเราจะห่วงกังวลกับอนาคต ห่วงกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ห่วงกังวลแต่พองาม แล้วเตรียมตัวรับมือกับมันจะดีกว่า เมื่อกลัวว่าจะสอบไม่ได้ ก็รับรู้ไว้แล้วลงมืออ่านหนังสือหาสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ แล้วทำให้รู้เสีย อันไหนทำไม่ได้ ก็รีบขวนขวายหาวิธีทำที่ถูกต้องซะ ตัวเราเองก็จะมีความรู้มีประสบการณ์มากขึ้น มีความเชี่ยวชาญชำนาญมากขึ้น ความมั่นใจก็จะมากขึ้น ความวิตกกังวลก็จะน้อยลงไปโดยปริยาย ความเครียดก็จะผ่อนคลายลงไปในที่สุด ก็ลองปรับไปใช้ดูนะครับ ขอให้โชคดีมีความสุขครับ

 

   

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2009 เวลา 05:49 น.
 
หน้าที่ของเด็กในสมัยก่อน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย อ.สมเกียรติ   
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2009 เวลา 03:51 น.

 

หน้าที่ของเด็กในสมัยก่อน ตอนที่อาจารย์ยังเด็ก เป็นเพลงที่เคยได้ร้องและยังจำได้
เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน
หนึ่ง นับถือศาสนา
สอง รักษาความเพียรมั่น
สาม เชื่อพ่อแม่ครูอาจารย์
สี่ วาจานั้นต้องสุภาพอ่อนหวาน
ห้า ยึดมั่นกตัญญู
หก เป็นผู้รู้รักการงาน
เจ็ด ต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญ ต้องมานะบากบั่น ไม่เกียจไม่คร้าน
แปด รู้จักออมประหยัด
เก้า ต้องซื่อสัตย์ตลอดกาล น้ำใจนักกีฬากล้าหาญให้เหมาะกับกาลสมัยชาติพัฒนา
สิบ ทำตนให้เป็นประโยชน์ รู้ปาบบุญคุณโทษ สมบัติชาติต้องรักษา
เด็กสมัยชาติพัฒนาจะเป็นเด็กที่พาชาติไทยเจริญ
แล้วเด็กสมัยนี้ ... สมัยที่เมืองไทยเราเจริญด้านวัตถุกว่าเดิมตั้งเยอะแยะ แล้วมีคุณสมบัติดีเท่านี้หรือดีกว่านี้หรือไม่ท่านผู้อ่านคงพิจารณาได้เองนะครับ!!! นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างทีเป็นสาเหตุว่าทำไมเมืองไทยถึงได้มาถึงจุดที่วุ่นวายกันอยู่อย่างนี้
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2009 เวลา 03:36 น.
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 2 จาก 3
All Rights Reserved © online famvir buy reverse lookup of phone numbers